ทำงานมาสามปีกว่า จริงๆก็เป็นช่างที่เหมาะสมในการหางานใหม่ เพื่ออัพเงินเดือน อัพตำแหน่ง เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม บลา ๆๆ แต่...เราก็ยังคงไม่ได้หางานที่ไหน ยังคงอยู่ตรงนี้ (ขี้เกียจอ่ะ งานที่นี่ก็ดีนะ สวัสดิการก็โอเค เพื่อนร่วมงานก็น่ารัก หัวหน้าก็ดี งานก็ไม่กดดันเท่าไหร่ แล้วเรายังต้องการอะไรอีก)
เราก็เรื่อยๆเฉื่อยๆไปอ่ะ ไม่หางานใหม่ซักที วันเสาร์ที่ผ่านมาคุณแม่ปรินต์โฆษณา career day ของบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่งมาให้ บอกว่าให้ลองไปสมัครดู แม่เคยพูดหลายทีแล้วว่าอยากให้เราทำงานในบริษัทที่มั่นคงกว่านี้......
คำว่าบริษัท หรือ งานที่มั่นคง มันคืออะไรกันแน่ คือบริษัทใหญ่ๆ มีชื่อเสียง พูดชื่อมาแล้วคนร้อง อ๋อ อย่างงี้น่ะเหรอ หรือหมายถึงว่าบริษัทที่ไม่ล้มละลาย ปิดกิจการหายไป หรืออยู่ดีๆก็เลิกจ้าง (ถ้าเคสนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทใหญ่เสมอไป) หรือหมายถึงว่าเงินเดือนเยอะๆ สวัสดิการดีๆ เดี๋ยวนี้มันก็หายากนะ เราว่า
งานเรา..... เราก็ว่ามั่นคงนะ เงินเดือนเราก็ปานกลาง ไม่ได้สูงมาก แต่เราก็โอเค (แต่ถ้าขึ้นอีกเรื่อยๆก็ดี) หน้าที่การงานเราก็ดี คนในบริษัทยอมรับ (หลงตัวเองไปป่าววะเรา) สวัสดิการก็โอเคกว่าอีกหลายๆบริษัท
พูดยากจัง ก็เข้าใจว่าแม่เป็นห่วง อยากให้เรามีอนาคตที่มั่นคง (= เติบโตไปกับบริษัทใหญ่ๆ) แต่...เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันจำเป็นอะไรขนาดนั้น แง่มๆ ถ้าไม่ขี้เกียจจะลองไปสมัครดูนะคะ แม่ขา
Monday, November 8, 2010
Wednesday, November 3, 2010
all about JUMP
Tuesday, November 2, 2010
มุมมองของเรา กับ กิจกรรมเพื่อสังคม
เราเพิ่งไปทริปกับชมรม charity ของที่บริษัทมา ไปสถานสงเคราะห์แห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี เลี้ยงอาหารกลางวันและเอาของเล่นไปบริจาค จากนั้นก็ไปเที่ยวสวนผึ้งต่อ(ค้างหนึ่งคืน) ก่อนไปเราก็วาดภาพในหัวเอาไว้ว่ากิจกรรมแบบนี้นะ ต้องมีเสิร์ฟอาหาร ป้อนข้าวเด็ก พูดคุยและเล่นกะเด็ก บลาๆๆ scheduleของทริปส่งมาตอนวันพฤหัส เห็นแล้วก็อึ้งๆ
ึ7 โมงวันเสาร์ ออกจากออฟฟิศ
9 โมง (มั้ง) เที่ยวที่ XXX (ขอไม่เอ่ยสถานที่)
11 โมง เลี้ยงอาหารกลางวันเด็กที่สถานสงเคราะห์
เที่ยง ออกจากสถานสงเคราะห์ไปสวนผึ้ง
13.00 เช็คอินที่สวนผึ้งจากนั้นก็เที่ยวโน่นนี่นั้น แถวๆสวนผึ้ง
วันรุ่งขึ้น,,,เที่ยวโน่นนี่นั่น กลับถึงออฟฟิศตอนเย็น
ทริปนี้เบ็ดเสร็จอยู่สถานสงเคราะห์แค่หนึ่งชั่วโมง คนไปประมาณ 60 คน แต่ถึงสถานสงเคราะห์ มีไม่ถึงสิบคนเลยมั้ง ที่เดินเข้าไปคุยกะเด็ก เอาของไปให้เด็ก (หนึ่งในนั้นคือเรา) อีกประมาณสิบคนช่วยกันทำไอติมแล้วเดินแจก (เราทำไอติมส่ายกัน ไอ้ที่ขายแท่งละสองบาทตามจตุจักรน่ะ) นอกนั้น ยืนอยู่รอบนอก คุยกัน ถ่ายรูปกัน แต่พอเรียกถ่ายรูปรวมกับป้ายชมรมว่ามาบริจาคของ เลี้ยงอาหารกลางวัน ไปเข้าร่วมเฟรมถ่ายกันให้พรึ่บ
เราไม่ชอบเลยการกระทำแบบนี้ ยอมรับว่าพวก head ของชมรมน่ะ มีใจรักจริง มาบริจาคของจริง เล่นกะเด็กจริง แต่พวกที่เหลือเนี่ย.... ไมู่้ซิ เรารู้สึกว่าถ้าจัดทริปมาแล้วเป็นอย่างงี้ บอกว่าจัดทริปเที่ยวไปเลยน่าจะดีกว่า ใจพวกคุณน่ะแค่อยากมาเที่ยวนี่ ไม่ได้มาทำกิจกรรมเลยอ่ะ (แถมช่วงกิจกรรมก็น้อยไปหน่อย แต่ไม่ว่ากันนะ เพราะhead อาจจะเล็งเเล้วว่าอย่างงี้เหมาะแล้วกับบริษัทเรา)
เราชอบช่วยเหลือคนนะ แต่เราไม่ชอบเป็นตัวตั้งตัวตี เป็นประเภทว่ามีคนมาชวนก็จะไปมากกว่า ฉะนั้นจึงไม่มีความคิดที่จะเข้าไปร่วมกับ head ในการคิดอะไร เราแค่มีความสุขกับการทำกิจกรรมแบบนี้ก็พอ เราก็แฮปปี้เวลาไปช่วยงานพัฒน์นะ (ถึงแม้ว่าเค้าจะไม่คิดว่าเราชอบงานแบบนี้ก็ตาม) พอไปทำมาหลายๆงาน (ทั้งานของพัฒน์ งานของชมรม งานของแผนก งานของเพื่อนๆที่เราไปช่วย) โดยรวมเราชอบงานที่ลงแรงอ่ะ ไอ้งานที่เพิ่งไปเนี่ย ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะเหมือนลงแต่เงินมากกว่า ซื้อของ สั่งข้าวไปเลี้ยง แล้วก็ไปยืนๆดู มันยังไงไม่รู้ เราไม่ชอบ
โลกนี้ไม้มีอะไรเพอร์เฟค จะให้อะไรถูกใจเราหมดก็คงจะไม่ได้ ก็เข้าใจนะ ไม่ได้อึดอัดอะไรมาก ก็เเค่อยากระบายสิ่งที่คิด ที่รู้สึกออกมา (เพราะว่าพูดกะที่ทำงานก็คงไม่ได้)
ึ7 โมงวันเสาร์ ออกจากออฟฟิศ
9 โมง (มั้ง) เที่ยวที่ XXX (ขอไม่เอ่ยสถานที่)
11 โมง เลี้ยงอาหารกลางวันเด็กที่สถานสงเคราะห์
เที่ยง ออกจากสถานสงเคราะห์ไปสวนผึ้ง
13.00 เช็คอินที่สวนผึ้งจากนั้นก็เที่ยวโน่นนี่นั้น แถวๆสวนผึ้ง
วันรุ่งขึ้น,,,เที่ยวโน่นนี่นั่น กลับถึงออฟฟิศตอนเย็น
ทริปนี้เบ็ดเสร็จอยู่สถานสงเคราะห์แค่หนึ่งชั่วโมง คนไปประมาณ 60 คน แต่ถึงสถานสงเคราะห์ มีไม่ถึงสิบคนเลยมั้ง ที่เดินเข้าไปคุยกะเด็ก เอาของไปให้เด็ก (หนึ่งในนั้นคือเรา) อีกประมาณสิบคนช่วยกันทำไอติมแล้วเดินแจก (เราทำไอติมส่ายกัน ไอ้ที่ขายแท่งละสองบาทตามจตุจักรน่ะ) นอกนั้น ยืนอยู่รอบนอก คุยกัน ถ่ายรูปกัน แต่พอเรียกถ่ายรูปรวมกับป้ายชมรมว่ามาบริจาคของ เลี้ยงอาหารกลางวัน ไปเข้าร่วมเฟรมถ่ายกันให้พรึ่บ
เราไม่ชอบเลยการกระทำแบบนี้ ยอมรับว่าพวก head ของชมรมน่ะ มีใจรักจริง มาบริจาคของจริง เล่นกะเด็กจริง แต่พวกที่เหลือเนี่ย.... ไมู่้ซิ เรารู้สึกว่าถ้าจัดทริปมาแล้วเป็นอย่างงี้ บอกว่าจัดทริปเที่ยวไปเลยน่าจะดีกว่า ใจพวกคุณน่ะแค่อยากมาเที่ยวนี่ ไม่ได้มาทำกิจกรรมเลยอ่ะ (แถมช่วงกิจกรรมก็น้อยไปหน่อย แต่ไม่ว่ากันนะ เพราะhead อาจจะเล็งเเล้วว่าอย่างงี้เหมาะแล้วกับบริษัทเรา)
เราชอบช่วยเหลือคนนะ แต่เราไม่ชอบเป็นตัวตั้งตัวตี เป็นประเภทว่ามีคนมาชวนก็จะไปมากกว่า ฉะนั้นจึงไม่มีความคิดที่จะเข้าไปร่วมกับ head ในการคิดอะไร เราแค่มีความสุขกับการทำกิจกรรมแบบนี้ก็พอ เราก็แฮปปี้เวลาไปช่วยงานพัฒน์นะ (ถึงแม้ว่าเค้าจะไม่คิดว่าเราชอบงานแบบนี้ก็ตาม) พอไปทำมาหลายๆงาน (ทั้งานของพัฒน์ งานของชมรม งานของแผนก งานของเพื่อนๆที่เราไปช่วย) โดยรวมเราชอบงานที่ลงแรงอ่ะ ไอ้งานที่เพิ่งไปเนี่ย ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะเหมือนลงแต่เงินมากกว่า ซื้อของ สั่งข้าวไปเลี้ยง แล้วก็ไปยืนๆดู มันยังไงไม่รู้ เราไม่ชอบ
โลกนี้ไม้มีอะไรเพอร์เฟค จะให้อะไรถูกใจเราหมดก็คงจะไม่ได้ ก็เข้าใจนะ ไม่ได้อึดอัดอะไรมาก ก็เเค่อยากระบายสิ่งที่คิด ที่รู้สึกออกมา (เพราะว่าพูดกะที่ทำงานก็คงไม่ได้)
Monday, September 20, 2010
ความภูมิใจเล็กๆของคนเขียนบล๊อก
อย่างที่รู้....เราเขียนบลีอกท่องเที่ยวกับร้านอาหารไว้ในมัลติพลาย
วันดีคืนดีก็จะมีคนที่ผ่านเข้ามา สอบถามข้อมูลเรื่องเที่ยวหรือร้านอาหารบ้างประปราย
บางครั้งก็มีเพื่อนๆกันนี่แหละ มาเล่าว่า ชั้นหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ พอ search google ก็เจอบล๊อกของแก
เราไม่ใช่คนดัง เขียนหนังสือก็ไม่เก่ง แต่ก็ดีใจที่สิ่งที่เราเขียนมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ไม่มากก็น้อย
วันนี้เป็นอีกวันที่ลอง search user name ตัวเองใน google ดู แล้วก็พบว่า.........

รูปเล็กไปหน่อยแฮะ เอาง่ายๆก็คือ มีคนมาอ่านแล้วเอาลิงก์เว็บเราไปลงพันทิบ แนะนำที่พักและร้านอาหารของคนไทยในเวนิส
แอบอมยิ้มเล็กๆให้กับตัวเองอีกหนึ่งครั้ง กับความรู้สึกที่ว่า " สิ่งที่เราเขียนมีประโยชน์กับคนอื่นเหมือนกัน "
วันดีคืนดีก็จะมีคนที่ผ่านเข้ามา สอบถามข้อมูลเรื่องเที่ยวหรือร้านอาหารบ้างประปราย
บางครั้งก็มีเพื่อนๆกันนี่แหละ มาเล่าว่า ชั้นหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ พอ search google ก็เจอบล๊อกของแก
เราไม่ใช่คนดัง เขียนหนังสือก็ไม่เก่ง แต่ก็ดีใจที่สิ่งที่เราเขียนมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ไม่มากก็น้อย
วันนี้เป็นอีกวันที่ลอง search user name ตัวเองใน google ดู แล้วก็พบว่า.........

รูปเล็กไปหน่อยแฮะ เอาง่ายๆก็คือ มีคนมาอ่านแล้วเอาลิงก์เว็บเราไปลงพันทิบ แนะนำที่พักและร้านอาหารของคนไทยในเวนิส
แอบอมยิ้มเล็กๆให้กับตัวเองอีกหนึ่งครั้ง กับความรู้สึกที่ว่า " สิ่งที่เราเขียนมีประโยชน์กับคนอื่นเหมือนกัน "
Sunday, September 5, 2010
JRP วันที่ 10 : การพัฒนาบุคลิกภาพภายใน ตอนที่ 2
ตอนที่ 1 อาจารย์จะสอนเรื่องให้คิดเชิงบวก ปรับเจตคติของเรา ส่วนวันนี้จะสอนเรื่อง EQ
อาจารย์บอกว่า เดี๋ญวนี้การจะอยู่ในสังคม หรือทำงานได้ดีกว่าคนอื่น นอกจาก IQ แล้ว EQ ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก
ไม่ค่อยชอบเรื่องแบบนี้เลย หรือเพราะเราเรียนวิทย์มา เราเชื่ออะไรที่เป็นตรรกะมากกว่า (เกี่ยวมั้ย)
เริ่มต้นอาจารย์ให้ทำแบบทดสอบ เพื่อบอกว่าเราเป็นอย่างไร โดยคำถามจะเป็นพวก คุณมองภาพในอนาคต และมีเป้าหมายชัดเจน, คุณสามารถคุยกับคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากคุณ บลาๆๆๆ โดยให้เลือกตอบ เป็น1-5 คือ ตลอดเวลา ส่วนมาก บางครั้ง น้อยมาก แทบไม่มีเลย จากนั้นก็เขียนออกมาเป็นกราฟ ใน 5 หมวด Self Awareness, Enhance Social, Listen with Head & Heart, Innovation Inspiration, Managing Emotion ซึ่งอาจารย์บอกว่า ห้าตัวนี้คือ หลักของเรื่อง EQ นี่แหละ
ชอบที่อาจารย์สอนตีผลเรื่องนี้ คือ นอกจากจะดูตามสกอร์แล้ว อาจารย์ยังบอกว่า ถ้าเราตอบข้อสาม หรือ บางครั้ง เนี่ยเยอะเกินครึ่ง แสดงว่าเราเป็นคนไม่กล้าตัดสินใจ เป็นประเภทอะไรก็ได้ เออ...ก็ได้เเง่มุมอื่นนอกจากดูผลอย่างเดียว
จากนั้นก็ให้เราคิดข้อดี ข้อเสียของตัวเอง แล้วก็ทำ workshop โดยให้เดินไปหาเพ่ือนๆ เล่าข้อดีของเราให้ฟังอย่างน้อย ห้าข้อ โดยต้องมีเหตุผลประกอบนะ ไม่ใช่ว่า หนูเป็นคนยิ้มง่ายค่ะ จบ ไม่ได้ ต้องอธิบายต่อ เวลาเจอใครหนู่ก็ยิ้ม เพื่อนๆก็บอกว่าเห็นเเล้วอรมณืดี โน่นนี่นั่น อะไรก็ว่าไป อาจารยืบอกว่าเพื่อฝึกให้เรารู้จักตัวเอง รู้สึกดีกับตัวเอง และมองตัวเองในแง่บวก แถมบอกอีกว่าใครที่คิดข้อเสียขอตัวเองได้มากกว่าข้อดี มีแนวโน้มจะเป็นคนมองโลกแง่ร้าย และ EQ ไม่ค่อยจะดี
จากนั้นก็เน้นสอนเรื่องให้มีสติ รู้จักตัวเอง รู้ว่าตอนนี้อารมณ์ไหน และจะทำอย่างไร ถ้าโกรธก็ต้องหาทางระบายออก เพราะถ้าสะสมนานๆ จะเหมือนระเบิดเวลา อย่าโกรธ หรือเสียใจ แล้วนอนๆ ให้หลับไป ไม่ดี
ให้ดูว่าอารมณืโกรธของเราอยู่ที่ไหน ถ้าโกรธแล้วมือสั่น ก็ให้ไปเล่นกีฬาที่ใช้มือ ถ้าโกรธแล้วปากสั่น ก็ไปร้องเพลง อะไรอย่างงี้ ส่วนคนที่เก็บกด โกรธแล้วร้องไห้ หรือทำอะไรไม่ถ฿กให้หาทางระบาย อาจจะเริ่มจากลองหัดตะโกนเสียงดังๆ ดู (ในเวลาที่ไม่มีคน และไม่รบกวนคนอื่นนะ) แล้วอาจารยืก็ให้เพื่อนสองคนในห้องลองทำดู เพราะสองคนนั้นบอกว่าเค้าเก็บกด เวลาโกรธ ไม่พอใจ จะทำไรไม่ถูก ร้องไห้
จากนั้นอาจารย์ก็ถามเราว่า จะลองมั้ย เราบอกว่าไม่เป็นไร อาจารย์บอกว่า น่าจะฝึกไว้นะ เพราะเราดูเป็นคนเก็บกดอยู่เหมือนกัน
ฟังอาจารย์จิตวิทยาพูดแบบนี้ แล้วแอบเครียดนะเนี่ย ตูเก็บกดเหรอเนี่ย เพิ่งรู้
อาจารย์บอกว่า เดี๋ญวนี้การจะอยู่ในสังคม หรือทำงานได้ดีกว่าคนอื่น นอกจาก IQ แล้ว EQ ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก
ไม่ค่อยชอบเรื่องแบบนี้เลย หรือเพราะเราเรียนวิทย์มา เราเชื่ออะไรที่เป็นตรรกะมากกว่า (เกี่ยวมั้ย)
เริ่มต้นอาจารย์ให้ทำแบบทดสอบ เพื่อบอกว่าเราเป็นอย่างไร โดยคำถามจะเป็นพวก คุณมองภาพในอนาคต และมีเป้าหมายชัดเจน, คุณสามารถคุยกับคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากคุณ บลาๆๆๆ โดยให้เลือกตอบ เป็น1-5 คือ ตลอดเวลา ส่วนมาก บางครั้ง น้อยมาก แทบไม่มีเลย จากนั้นก็เขียนออกมาเป็นกราฟ ใน 5 หมวด Self Awareness, Enhance Social, Listen with Head & Heart, Innovation Inspiration, Managing Emotion ซึ่งอาจารย์บอกว่า ห้าตัวนี้คือ หลักของเรื่อง EQ นี่แหละ
ชอบที่อาจารย์สอนตีผลเรื่องนี้ คือ นอกจากจะดูตามสกอร์แล้ว อาจารย์ยังบอกว่า ถ้าเราตอบข้อสาม หรือ บางครั้ง เนี่ยเยอะเกินครึ่ง แสดงว่าเราเป็นคนไม่กล้าตัดสินใจ เป็นประเภทอะไรก็ได้ เออ...ก็ได้เเง่มุมอื่นนอกจากดูผลอย่างเดียว
จากนั้นก็ให้เราคิดข้อดี ข้อเสียของตัวเอง แล้วก็ทำ workshop โดยให้เดินไปหาเพ่ือนๆ เล่าข้อดีของเราให้ฟังอย่างน้อย ห้าข้อ โดยต้องมีเหตุผลประกอบนะ ไม่ใช่ว่า หนูเป็นคนยิ้มง่ายค่ะ จบ ไม่ได้ ต้องอธิบายต่อ เวลาเจอใครหนู่ก็ยิ้ม เพื่อนๆก็บอกว่าเห็นเเล้วอรมณืดี โน่นนี่นั่น อะไรก็ว่าไป อาจารยืบอกว่าเพื่อฝึกให้เรารู้จักตัวเอง รู้สึกดีกับตัวเอง และมองตัวเองในแง่บวก แถมบอกอีกว่าใครที่คิดข้อเสียขอตัวเองได้มากกว่าข้อดี มีแนวโน้มจะเป็นคนมองโลกแง่ร้าย และ EQ ไม่ค่อยจะดี
จากนั้นก็เน้นสอนเรื่องให้มีสติ รู้จักตัวเอง รู้ว่าตอนนี้อารมณ์ไหน และจะทำอย่างไร ถ้าโกรธก็ต้องหาทางระบายออก เพราะถ้าสะสมนานๆ จะเหมือนระเบิดเวลา อย่าโกรธ หรือเสียใจ แล้วนอนๆ ให้หลับไป ไม่ดี
ให้ดูว่าอารมณืโกรธของเราอยู่ที่ไหน ถ้าโกรธแล้วมือสั่น ก็ให้ไปเล่นกีฬาที่ใช้มือ ถ้าโกรธแล้วปากสั่น ก็ไปร้องเพลง อะไรอย่างงี้ ส่วนคนที่เก็บกด โกรธแล้วร้องไห้ หรือทำอะไรไม่ถ฿กให้หาทางระบาย อาจจะเริ่มจากลองหัดตะโกนเสียงดังๆ ดู (ในเวลาที่ไม่มีคน และไม่รบกวนคนอื่นนะ) แล้วอาจารยืก็ให้เพื่อนสองคนในห้องลองทำดู เพราะสองคนนั้นบอกว่าเค้าเก็บกด เวลาโกรธ ไม่พอใจ จะทำไรไม่ถูก ร้องไห้
จากนั้นอาจารย์ก็ถามเราว่า จะลองมั้ย เราบอกว่าไม่เป็นไร อาจารย์บอกว่า น่าจะฝึกไว้นะ เพราะเราดูเป็นคนเก็บกดอยู่เหมือนกัน
ฟังอาจารย์จิตวิทยาพูดแบบนี้ แล้วแอบเครียดนะเนี่ย ตูเก็บกดเหรอเนี่ย เพิ่งรู้
Sunday, August 29, 2010
JRP วันที่ 9 : ทรงผม
เรียนเรื่องทรงผม เป็นคลาสที่หนักใจ เพราะหัวเรา...ก็เป็นอย่างที่เห็น
อาจารย์สอนให้เข้าใจ ธรรมชาติของผมแต่ละคน และปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงเวลาตัดผม พึงระลึกไว้เสมอว่า รูปหน้า ลักษณะเส้นผมคนเราต่างกัน ฉะนั้นการที่เห็นว่าเพื่อนเรา หรือ ดารา ตัดทรงนี้สวยแล้วจะไปตัดตามเค้านั้น ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้อย่างที่เราคิด
หลักๆเลยที่ต้องคำนึงคือ
1. รูปหน้า หน้ากลม รูปไข่ หน้าเหลี่ยม เราต้องเลือกทรงผมที่รับกับหน้า
2. เส้นผม ว่าผมเราตรง หยักศก หยิก
3. ขนาดเส้นผม เส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นหมี่ เอ๊ย ไม่ใช่
4. ลักษณะการงอกของเส้นผม ทิศทางการงอกแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนผมล้มไปทางซ้าย แต่ดันจะมาแสกขวาก็คงจะไม่ได้
5. บุคลิก อายุ (เพราะเค้าเน้นเรื่องทำผมให้เข้ากะบุคลิก
นอกนั้นก็มีอีกนิดหน่อย แต่เราจำไม่ได้เเล้วอ่ะ (เรียนมาเเกือบเดือนเพิ่งมาอัพ)
อาจารย์สอนด้วยว่า เวลาไปตัดผมควรจะแต่งตัว แต่งหน้าเหมือนชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เสื้อยืด ขาสั้น ลากแตะ หัวโทรมๆไป เพราะช่างผมที่เก่งๆน่ะ เค้าจะสังเกตุบุคลิกท่าทางของเราด้วยเพื่อที่ว่าจะออกแบบผมให้เข้ากับบุคลิก
ทรงผมก็ต้องดูแลด้วย เพราะส่งผลต่อการแต่งกาย ถ้าหัวโทรมเราก็จะไม่ค่อยอยากแต่งตัวสวยๆ (เออ..ข้อนี้จริง ช่วงนี้เราเเต่งตัวแต่งหน้าโ?รมตลอด เพราะรู้สึกว่าทรงผมทรงนี้มันเซอร์ๆ)
สำหรับหัวเรา อาจารย์บอกว่าดี ทรงนี้ก็โอเค แต่ว่ามันทำให้เราตัวใหญ่ ต้องระวัง (เพราะเป็นคนตัวใหญ่อยู่แล้ว ผมสั้นยิ่งดูตัวใหญ่เข้าไปอีก) ทาง JRP เค้าให้คูปองไปตัดผมฟรีที่ร้านอาจารย์มาหนึ่งใบ ถึงแม้ว่าเราจะเพิ่งตัดผมได้สองเดือน เเต่เราก็รู้สึกว่ามันเริ่มโทรม (คิดไปเองอ่ะ) ก็เลยไปให้อาจารย์ตัดให้
อาจารย์บอกว่า ทรงนี้ดีอยู่เเล้ว ทรงสวยดัดกำลังดี เข้ากะบุคลิกเราด้วย จริงๆไม่ต้องตัดก็ได้ อ้าว ซะงั้น แต่เราว่ามันดูโทรมๆอ่ะ ก็เลยบอกอาจารย์ช่วยปรับให้หน่อย (คิดไปคิดมา รู้งี้ยังไม่ไปตัดก็ดีอ่ะ รอให้เสียทรงค่อยไปตัด)
ออกมาเป็นแบบนี้ อาจารย์บอกว่ามันเป็นทรงคล้ายๆเดิมแหละ แต่เซ็ทคนละแบบ อ้อ เอาบ๊อบเทออกด้วย เพราะว่าเราไม่ชอบบ๊อบเท
Before (เลือกรูปด้านข้างเห็นผมชัดๆ)

After

อาจารย์สอนให้เข้าใจ ธรรมชาติของผมแต่ละคน และปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงเวลาตัดผม พึงระลึกไว้เสมอว่า รูปหน้า ลักษณะเส้นผมคนเราต่างกัน ฉะนั้นการที่เห็นว่าเพื่อนเรา หรือ ดารา ตัดทรงนี้สวยแล้วจะไปตัดตามเค้านั้น ผลลัพธ์อาจจะไม่ได้อย่างที่เราคิด
หลักๆเลยที่ต้องคำนึงคือ
1. รูปหน้า หน้ากลม รูปไข่ หน้าเหลี่ยม เราต้องเลือกทรงผมที่รับกับหน้า
2. เส้นผม ว่าผมเราตรง หยักศก หยิก
3. ขนาดเส้นผม เส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นหมี่ เอ๊ย ไม่ใช่
4. ลักษณะการงอกของเส้นผม ทิศทางการงอกแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนผมล้มไปทางซ้าย แต่ดันจะมาแสกขวาก็คงจะไม่ได้
5. บุคลิก อายุ (เพราะเค้าเน้นเรื่องทำผมให้เข้ากะบุคลิก
นอกนั้นก็มีอีกนิดหน่อย แต่เราจำไม่ได้เเล้วอ่ะ (เรียนมาเเกือบเดือนเพิ่งมาอัพ)
อาจารย์สอนด้วยว่า เวลาไปตัดผมควรจะแต่งตัว แต่งหน้าเหมือนชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เสื้อยืด ขาสั้น ลากแตะ หัวโทรมๆไป เพราะช่างผมที่เก่งๆน่ะ เค้าจะสังเกตุบุคลิกท่าทางของเราด้วยเพื่อที่ว่าจะออกแบบผมให้เข้ากับบุคลิก
ทรงผมก็ต้องดูแลด้วย เพราะส่งผลต่อการแต่งกาย ถ้าหัวโทรมเราก็จะไม่ค่อยอยากแต่งตัวสวยๆ (เออ..ข้อนี้จริง ช่วงนี้เราเเต่งตัวแต่งหน้าโ?รมตลอด เพราะรู้สึกว่าทรงผมทรงนี้มันเซอร์ๆ)
สำหรับหัวเรา อาจารย์บอกว่าดี ทรงนี้ก็โอเค แต่ว่ามันทำให้เราตัวใหญ่ ต้องระวัง (เพราะเป็นคนตัวใหญ่อยู่แล้ว ผมสั้นยิ่งดูตัวใหญ่เข้าไปอีก) ทาง JRP เค้าให้คูปองไปตัดผมฟรีที่ร้านอาจารย์มาหนึ่งใบ ถึงแม้ว่าเราจะเพิ่งตัดผมได้สองเดือน เเต่เราก็รู้สึกว่ามันเริ่มโทรม (คิดไปเองอ่ะ) ก็เลยไปให้อาจารย์ตัดให้
อาจารย์บอกว่า ทรงนี้ดีอยู่เเล้ว ทรงสวยดัดกำลังดี เข้ากะบุคลิกเราด้วย จริงๆไม่ต้องตัดก็ได้ อ้าว ซะงั้น แต่เราว่ามันดูโทรมๆอ่ะ ก็เลยบอกอาจารย์ช่วยปรับให้หน่อย (คิดไปคิดมา รู้งี้ยังไม่ไปตัดก็ดีอ่ะ รอให้เสียทรงค่อยไปตัด)
ออกมาเป็นแบบนี้ อาจารย์บอกว่ามันเป็นทรงคล้ายๆเดิมแหละ แต่เซ็ทคนละแบบ อ้อ เอาบ๊อบเทออกด้วย เพราะว่าเราไม่ชอบบ๊อบเท
Before (เลือกรูปด้านข้างเห็นผมชัดๆ)
After

Sunday, August 22, 2010
JRP วันที่ 8 : แต่งหน้้า ตอนที่ 2
วันนี้เรียนแต่งหน้าคลาสที่สอง เริ่ม Advance ชึ้นมา คือเพิ่มเขียนคิ้ว แต่งตาด้วยอายแชโดว์สองสี นอกนั้นก็คล้ายๆเดิม
เราก็..แต่งได้แหละ เเต่ต้องให้อาจารย์ช่วยซ่อมให้เล็กน้อยถึงปานกลาง เพราะเขียนคิ้วเข้มเกินเหตุ และเขียนตาดูไม่มีมิติ จนต้องเพิ่มอายแชโดว์สีที่สาม (ได้ข่าวว่าตอนเริ่มแต่งเค้าให้ใช้สองสีไม่ใช่เรอะ)
ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีไรมาก เรียนจบไปเที่ยวกะอุ๋มต่อ ถามอุ๋มว่าดูแตกต่างจากปกติมั้ย อุ๋มบอกว่าก็เหมือนทุกทีที่แต่งอ่ะ ง่ะ....ฝีมือเค้าไม่ได้ดีขึ้นเลยเหรอเนี่ย เเง่มๆ
เราก็..แต่งได้แหละ เเต่ต้องให้อาจารย์ช่วยซ่อมให้เล็กน้อยถึงปานกลาง เพราะเขียนคิ้วเข้มเกินเหตุ และเขียนตาดูไม่มีมิติ จนต้องเพิ่มอายแชโดว์สีที่สาม (ได้ข่าวว่าตอนเริ่มแต่งเค้าให้ใช้สองสีไม่ใช่เรอะ)
ก็ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีไรมาก เรียนจบไปเที่ยวกะอุ๋มต่อ ถามอุ๋มว่าดูแตกต่างจากปกติมั้ย อุ๋มบอกว่าก็เหมือนทุกทีที่แต่งอ่ะ ง่ะ....ฝีมือเค้าไม่ได้ดีขึ้นเลยเหรอเนี่ย เเง่มๆ
Subscribe to:
Posts (Atom)
