Sunday, April 19, 2015

TAIWAN : ของกินคลายร้อน

อากาศเมืองไทยร้อนมากกกกก  (หน้าร้อนไต้หวันก็ร้อนนะ)   เราก็เลยจะมาพูดถึงของกินหน้าร้อน  ว่าถ้าไปไต้หวันช่วงอากาศร้อนนั้น ควรกินอะไรคลายร้อนดี

บอกไว้ก่อนเลยว่ารูปไม่สวย รูปไม่ครบดี  เพราะว่าไอโฟนเครื่องเก่าหาย รูปอยู่ในนั้นซะเยอะ  พยายามจะตามถ่ายรูปใหม่อยู่ แต่กลัวว่ายิ่งรอ จะยิ่งไม่ได้เขียน  มีแค่ไหน เขียนแค่นั้นก็แล้วกัน

อันดับแรกคือ มะม่วงน้ำแข็งไส หรือ หมางกั่วปิง (Mango Snow Flake)  ไม่พูดถึงเป็นอย่างแรกไม่ได้เลยนะ  ของขึ้นชื่อที่ไต้หวันเลย  เราเองก็ชอบกินมากกกกกกก มันอร่อย ชื่นใจสุดๆ     ในเมืองไทยก็มีขายแหละ แต่อร่อยสู้ที่ไต้หวันไม่ได้


ร้านไหนอร่อย ?  นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ชอบไปทานร้านที่ Ximending (ร้านที่ฝาผนังมีขีดเขียนเลอะๆ สกปรกๆ ร้านนั้นแหละ)     เราไม่ได้ถ่ายรูปมาหรอก เพราะเราว่ามันเลอะเทอะ  ถ่ายมาแต่เมนูในร้านนิดหน่อย ร้านนี้คนเยอะจริงจังมาก


แต่ร้านที่ญาติๆสามีพาเราไปกิน  แล้วบอกเราว่ามันเป็นเจ้าดัง จะอยู่แถวมหาวิทยาลัย National Taiwan Normal Univesity (NTNU)  ชื่อภาษาอังกฤษ ชื่อ Smoothie House หรือ ซือมู่ซี (ชื่อไต้หวัน)  เราไปกินบ่อยนะ  เจ้านี้ก็คนเยอะ และมีแต่คนไต้หวันทั้งนั้นเลย ไม่มีต่างชาติ  ลองดูร้านและแผนที่ได้จากเวบของร้าน http://www.smoothiehouse.com/index_e.php

นอกจากมะม่วงน้ำแข็งไสแล้ว สำหรับคนที่ไม่ชอบทานแบบผลไม้ ก็จะมีน้ำแข็งไสแบบอื่นๆ ด้วยนะ ประเภทธัญพืช เผือก ถั่วแดง มัน ลูกบัวไรงี้  (เรียกเต้าทึงใช่รึป่าว)  อร่อยเหมือนกัน

เต้าทึงนี่ก็เลือกน้ำแข็งได้ 2 แบบนะคะ  จะเป็น น้ำแข็งเกล็ดธรรมดาแบบนี้



หรือจะเป็นน้ำแข็งนม (เหมือนในมะม่วงน้ำแข็งไส) แบบนี้ก็ได้


อย่างที่สองที่จะพูดถึงก็คือ  เต้าฮวย    อันนี้เราชอบมากกกกกกกกกกก   เต้าฮวยเค้ามีหลากหลาย เลือกเครื่องได้ ไม่ได้มีแต่เต้าฮวยร้อนน้ำขิง หรือเต้าฮวยเย็นฟรุ๊ตสลัดเหมือนบ้านเรา

ร้านเต้าฮวย (ร้านนี้อยู่ในห้าง)


มีหลากหลายเมนู ​มีอย่างอื่นนอกจากเต้าฮวยนะ  แต่เราชอบทานเต้าฮวยที่สุด  (สังเกตมุมด้านซ้ายล่างของภาพ จะมีแท่นสีเงินๆ อยู่ อันนั้นคือ ที่จ่ายเงินด้วยบัตร Easy Card หรือ บัตรรถไฟฟ้าของไต้หวัน  อย่างที่บอกตอนที่แล้ว มีบัตรเดียว ใช้ได้ทุกที่)


เต้าฮวยที่สั่งมาทานค่ะ  เลือกเครื่องเองแล้วแต่ชอบ (ลูกกลมๆดำๆ นั่นคือ ไข่มุก เหมือนกับในชาไข่มุก) แฮปปี้   ที่ไต้หวันนี่เค้าไม่ค่อยนิยมทานน้ำเย็นหรือน้ำแข็งนะคะ  พวกของเย็นๆ จะใส่น้ำแข็งแค่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม หรือ ขนม   สังเกตเต้าฮวยได้ค่ะ  สั่งเย็นนะคะ แต่มีน้ำแข็งนิดเดียวเอง


อย่างที่สาม คือ ชานมไข่มุก    อันนี้เมืองไทยก็มีเยอะแยะไป ไม่ต้องพูดมาก   แต่ชาไข่มุกที่ไต้หวันเนี่ย บอกเลยว่า ไข่มุกมันอร่อยกว่าเมืองไทยเยอะมากกกกก  (สามีเคยบอกว่า ที่เมืองไทยต้มไข่มุกนานเกินไป มันเลยเปื่อย นิ่ม สุกเกินไป  อะไรประมาณนี้ เลยไม่อร่อย)      ที่นี่มีหลายร้านมากๆ  เดินไปไม่ทันไรก็เจอร้านอีกแล้วค่ะ เยอะจริงๆ  เราไม่มีร้านที่ชื่นชอบเป็นพิเศษกินได้ทุกร้าน  แต่พี่สะใภ้ที่ไต้หวันชอบซื้อ coco มาให้ทาน (เมืองไทยก็มีค่ะ)

ตัวอย่างร้านชาไข่มุก




เราอ่ะ ไม่ชอบชานมไข่มุก   ส่วนใหญ่เราจะเลือกเป็นชาผลไม้ที่ไม่ใส่นมมากว่า   ที่ไต้หวันชาไม่หวาน  เราสามารถเลือก หวานมาก หวานน้อย ไม่หวานได้   รวมทั้งสามารถเลือกได้ว่า น้ำแข็งน้อย  หรือไม่มีน้ำแข็ง (ไม่มีน้ำแข็งคือ เค้าจะเชคชาเรากับน้ำแข็งค่ะ   แต่พอถึงเวลาเทลงแก้ว จะเอาน้ำแข็งทิ้งไป  (เราชอบสั่งแบบนี้ที่สุด เย็นๆ แต่ชาเราจะไม่ชืดลงเมื่อทิ้งไว้นานๆ เหมือนแบบมีน้ำแข็ง)    แต่จริงๆ เดี๋ยวนี้ร้านในเมืองไทย ก็เลือกความหวาน กับปริมาณน้ำแข็งได้นะ   

อันนี้แถม  ร้านไหนไม่รู้แม่สามีพาไปกิน เป็นน้ำมะเฟืองค่ะ  อารมณ์คล้ายๆกิน สละลอยแก้วบ้านเรา อมเปรี้ยวอมหวาน  ชื่นใจ


มีอีกอย่างที่เราชอบมาก (แม่สามีพาไปกินอีกแล้ว)  นั่นคือ น้ำฟักเขียว    จะมีตามร้านขายชาไข่มุก หรือร้านขายน้ำผลไม้ปั่นนี่แหละค่ะ  สังเกตว่า หน้าร้านจะมีรูปฟัก  หรือว่ามีฟักห้อยอยู่   อร่อยมากกกกก ชื่นใจ (อีกแล้ว)  น้ำฟักเขียวใส่มะนาวค่ะ  แนะนำๆ   (ไม่มีรูป)

อย่างที่สี่ที่จะแนะนำ ก็คือ ไอศกรีมของ GODIVA   ที่สุดของเจ๊ !!!!  





มันเป็นไอศกรีม ช็อคโกแลตที่เข้มข้น อร่อยมากกกกกกก   มีโอกาศก็กินตลอดค่ะ   มีร้านเยอะอยู่ กระจายทั่วไต้หวัน ตามห้างสรรพสินค้า  ดูที่ตั้งสาขาได้ในเว็บค่ะ http://www.godiva.com.tw/twen/taiwan?___from_store=twcht

ช่วงนี้มีไอศกรีมรสใหม่ออกมา คือ รส Vanilla White Chocolate  พอดีเราอยู่ไทยเลยยังไม่ได้ลอง   รูป GODIVA ข้างบนนี่คือ สามีส่งมาให้สำหรับเขียน Blog (ตอนนี้ฮีอยู่ไต้หวัน)

Iced Chocolate ก็อร่อยค่ะ (รูปนี้ถ่ายหน้าหนาว ดูไม่เข้ากับบรรยากาศเท่าไหร่ 555)




ถ้าในเมืองไม่มีเวลากิน ที่สนามบินก็มีให้กินค่ะ   ราคาถูกกว่าหน่อย  ในเมือง ไอศกรีม 180 บาท ในสนามบิน 160 บาท (แต่เราว่าปริมาณน้อยกว่านะ)

อย่างที่ 5  ก็ทั่วๆไป แล้วค่ะ  กาแฟกับขนมตามร้านกาแฟ    ที่ไต้หวันคนนิยมดื่มกาแฟค่ะ ร้านกาแฟอร่อยๆ สวยๆ เยอะมากกกกกก  อยู่ที่นี่แทบไม่กินสตาร์บัคส์เลย  เพราะลองเข้าร้านกาแฟไปเรื่อยๆ  กาแฟใช้ได้ค่ะ  ขนมก็อร่อย  

กาแฟน่าทานมั้ย




ส่วนที่ไม่แนะนำเลยก็คือ เค้กร้าน Hello Kitty นะคะ  ไม่อร่อย  ร้านทั่วๆไป อร่อยกว่าค่ะ   สวยแต่รูป น่ารักฟรุ้งฟริ้ง  เคยลองครั้งเดียว แล้วไม่กินอีกเลย



อย่างสุดท้าย........อันนี้หาได้ตาม Night Market ค่ะ   ไข่กบ    ไม่รู้ว่าภาษาจีนเรียกว่าอะไร รู้แต่ว่า ชี้ๆ จะกินอันนี้อ่ะ  555  คือ.....ร้านมันจะประมาณนี้นะคะ มีรูปกบ  มีทุกตลาดล่ะค่ะ



ส่วนหน้าตาเจ้าน้ำไข่กบ (อ๊ายอาย)  คือเราไม่มีรูปตอนหน้าร้อนค่ะ   เราไปถ่ายมาตอนหน้าหนาว (เข้าใจว่าพอหน้าหนาวเค้าเลยไม่ใส่น้ำแข็ง  แถมถ่ายดึกมาก ร้านใกล้จะปืด เลยได้รูปมาแค่นี้ 555 หัวเราะกลบเกลื่อน 



หลักๆก็คือมีเจ้าวุ้นๆนี่ แล้วก็มีมะนาวค่ะ  รสอมเปรี้ยว สดชื่นนนนนนนนนน

ของจริงในหน้าร้อน จะประมาณนี้  (รูปเอามาจาก http://wikitravel.org/en/Taiwan)




อืม.......เขียนจบ เราก็คงต้องออกไปหาของกินคลายร้อนบ้างเหมือนกันค่ะ  อยากกินอะไรเย็นๆ ชื่นใจๆบ้างเหมือนกัน

Monday, March 16, 2015

TAIWAN : เดินทางยังไง

อยากไปเที่ยวไต้หวันบอกเลยว่าเดินทางไม่ยาก  สะดวกสบายสุดๆ  (ขอพูดถึงแต่ไทเปเป็นหลัก เพราะเราอยู่แต่ในไทเปตลอด)



สำหรับเมืองที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก ทำให้ต้องมีการจำกัดการใช้ทรัพยากรอย่างไต้หวันนั้น ก็จะคล้ายๆกับญี่ปุ่น คือ..ผู้คนใช้รถไฟฟ้าใต้ดินในการเดินทาง + เดินเอาเอง    คนจะไม่ค่อยใช้รถยนต์กัน    เหตุผลหลักๆก็น่าจะเป็นเพราะรถไฟฟ้าใต้ดินครอบคลุมพื้นที่ทำให้เดินทางสะดวก ค่าตั๋วก็ถูก และที่จอดรถยนต์ไม่ค่อยมี ถึงมีก็ค่าจอดแพงมากกก (เคยไปทานข้าว แล้วจอดรถในที่จอดสาธารณะ  ชั่วโมงละ 60 บาทอ่ะ)   เวลาเราไปเราก็ใช้รถไฟฟ้าเป็นหลักเหมือนกัน

รถไฟฟ้าใต้ดินที่นี่เรียกว่า เจี๋ยวิ้น  ระบบก็คล้ายๆกับเมืองไทยคือซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆ  หรือว่าจะใช้บัตรเติมเงิน คล้ายๆบัตร Rabbit บ้านเรา     แต่บัตรของที่นี่ชื่อว่า Easycard  เรียกอีกชื่อว่า Yoyo Card


อย่างที่บอกว่าคล้ายๆบัตร Rabbit บ้านเรา คือนอกจากจ่ายค่ารถไฟใต้ดินแล้วก็จ่ายเงินซื้อของตามร้านค้า อย่าง เซเว่น สตาร์บัค รถแท๊กซี่ รถเมล์ หรือค่าจอดรถจามห้างสรรพสินค้า หรือ ลานจอดสาธารณะได้ด้วย  เรียกว่ามีบัตรเดียวใช้ได้ทุกที่ ไม่ต้องแยกพกหลายใบเหมือนเมืองไทย

ส่วนแผนที่เส้นทางเดินรถไฟใต้ดินนั้น แนะนำเลยว่า กรุณาเช็คอีกครั้งที่สถานีด้วย เพราะที่นี่เค้ามีการเปลี่ยนเส้นทางเดินรถนะ คือ....ชื่อสถานีน่ะเหมือนเดิม แต่ว่าจากเดิม คุณเคยนั่งต่อเดียวถึง  อาจจะต้องมีการเปลี่ยนรถ  หรือเดิมเคยเปลี่ยนสาย 2 ต่อ อาจจะเหลือต่อเดียว  (เพราะเค้ามีการสร้างต่อขยายไปเรื่อยๆ)

นี่เป็นรูปแผนที่ที่เราถ่ายไว้ตอนปี 2011


นี่เป็นรูปปี 2014  เอามาจาก http://english.metro.taipei/ct.asp?xItem=1056373&CtNode=70241&mp=122036



สถานีรถไฟใต้ดิน 


ที่ไต้หวันมีวัฒนธรรมการเดินขึ้นลงบันไดเลื่อน ชิดขวา นะคะ     ถ้ายืนเฉยๆ อยู่ด้านขวา ใครรีบก็เดินด้านซ้าย    เป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ไม่มีใครนอกคอก    (ที่รถไฟใต้ดินนี่จะเคร่งครัดกันมาก  แต่ถ้าตามห้างสรรพสินค้าก็ยืนกันทั้งซ้ายขวา ไม่เป็นไร    แต่ถ้ามีใครรีบเดิน คนก็จะหลบมาด้านขวาให้

ไม่รู้จะดูรูปออกมั้ย  ชิดขวากันหมด 



 ส่วนในที่ๆรถไฟใต้ดินยังไปไม่ถึง หรือเดินไกลมากกกก ก็ใช้บริการแท็กซี่ได้     แท็กซี่ที่นี่ไม่ถูกนะ  แต่บริการดี    รถแท็กซี่มีสีเดียวคือสีเหลือง  เยอะ  หาง่าย   อยากโบกตรงไหนก็โบกได้ (เหมือนเมืองไทย)  รถแท็กซี่นั่งได้แค่ 4 คนนะ  ไม่งั้นตำรวจจับ


รถบางคันก็จะมีทีวีให้ดูด้วย  ไม่ได้มีรายการอะไรนะ   มีโฆษณาเปิดให้เราดู


อัตราค่าแท็กซี่ ถ้าเป็นตอนดึก หรือเทศกาลอย่างตรุษจีนที่คนเยอะ รถน้อย ก็จะมีการเพิ่มค่าโดยสาร   แต่เค้าเพิ่มเป็นระบบนะ  มีป้ายแจ้งในรถด้วยเผื่อคนที่ไม่รู้ และนั่งท่องเที่ยว  ฉะนั้นบางช่วงเวลามีการเก็บเงินเพิ่มเติมจากมิเตอร์ก็ไม่ต้องโวยวายไป เช็คดีๆก่อน


แล้วจะออกไปเที่ยวนอกเมืองทำยังไง......อันนี้บอกเลยว่าไม่รู้จ้าาาาาา   อยู่แต่ในไทเปเป็นส่วนใหญ่ เวลาไปนอกเมืองเราก็นั่งแค่รถไฟ  จากนั้นก็มีรถมารับ   ก็เลยไม่รู้ว่าแต่ละเมืองเค้ามีรถอะไรไว้บริการบ้าง    ก็เลย....ขอพูดถึงแต่รถไฟก็แล้วกัน   คือ.....ระบบเค้าก็จะคล้ายๆญี่ปุ่นอ่ะนะ  มีรถไฟหลากหลาย ทั้งแบบด่วน แบบธรรมดา แบบหวานเย็น และบนรถก็จะมีพนักงานเข็นรถมาขายขนมขายน้ำ  (และมีมาเข็นรถเพื่อเก็บขยะด้วย  ทำให้รถสะอาด ไม่มีการเอาขยะเหน็บไว้ที่หน้าเก้าอี้ หรือตามที่วางแก้ว)

การซื้อตั๋วรถไฟ  สามารถเช็คตารางเดินรถ หรือ จองตั๋ว ได้ที่ http://www.railway.gov.tw  สามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้ 2 สัปดาห์ แต่ว่าต้องเอาตั๋วภายใน 2 วันหลังจากจองนะ  ไม่งั้นระบบก็ตัดตั๋วเราออก  จากนั้นก็เอารหัสไปรับตั๋ว + จ่ายเงินที่สถานี หรือจุดรับตั๋วต่างๆ (ธนาคาร และร้านสะดวกซื้อ เซเว่น แฟมีลี่มาร์ท ไฮไลฟ์ โอเค)  ซึ่ง....ตรงนี้ไม่ค่อยสะดวกกับนักท่องเที่ยวอย่างเราเท่าไหร่  ยกเว้นว่าเราจะอยู่ในไต้หวันแล้วค่อยจองตั๋ว  ซึ่ง....ถ้าเป็นงั้นเดินไปซื้อที่สถานีเลยก็ได้มั้ง

ตั๋วปกติจะเป็นใบเล็กๆ และด้านหลังเป็นสีดำๆ สามารถสอดเข้าประตูทางเข้าชานชลาได้เลย เหมือนญี่ปุ่นอ่ะ  (ไม่มีรูป) แต่อันนี้เป็นตั๋วที่ไปรับที่แฟมิลี่มาร์ท  จะเป็นใบใหญ่คล้ายๆตั๋วของไทยทิกเก็ตมาสเตอร์บ้านเรา แต่เป็นกระดาษบางๆหน่อย


จริงๆบนรถไฟก็มีคนเดินตรวจตั๋วนะ ตรวจแล้วก็จะเจาะตั๋วเรา  แต่เนื่องจากเราหลับ...ก็เลยไม่ได้ตรวจตั๋วอ่ะ 

ชานชลาที่รอรถไฟ  รถไฟเค้าตรงเวลานะ  อย่ามาเลทล่ะ


สภาพบนรถไฟ  (อันนี้มีรถสองแบบนะ  คันนึงจะด่วน >>> สังเกตุว่ารถใหม่ ดูดีกว่า    อีกคันนึงเราไม่แน่ใจว่าธรรมดาหรือหวานเย็น รถก็จะเก่ากว่า)



มีแผนผังรถไฟอยู่ตรงโต๊ะหน้าที่นั่ง ทำให้เรารู้ว่า ห้องน้ำ หรือตู้กดน้ำอยู่ตรงไหน



มีที่วางเท้าด้วย




แถมนิดนึง เรื่องความปลอดภัย   (เพราะเราเป็น QHSSE เก่า = Quality Health Safety Security Environment)   เนื่องจากคนส่วนใหญ่ใช้บริการรถไฟใต้ดินกันเยอะ   สำหรับประเทศที่เน้นเรื่องความปลอดภัย และ มีภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว (คล้ายญี่ปุ่นอีกละ) แน่นอนว่าจะต้องมีการให้ความรู้ประชาชน + นักท่องเที่ยวนะ   หน้าจอทีวีตรงจุดยืนรอรถไฟของเค้าไม่ได้ฉายโฆษณาแบบบ้านเราเท่านั้น   เค้ายังฉายวีดีโอว่าถ้าเกิดมีแผ่นดินไหวตอนอยู่ในสถานีจะทำยังไง  จะเดินไปไหน จะหลบตรงไหน  คือ......เหมือนบนเครื่องบินอ่ะ  รู้ว่าคนอาจจะไม่ค่อยตั้งใจดูวีดีโอเซฟตี้ แต่ก็เปิดไว้  คนเห็นหลายๆรอบก็พอจะเข้าหัวบ้างแหละ (ไม่ได้ถ่ายรูปไว้)   แล้วเค้าก็ยังมีป้ายสอนว่าเกิดเหตุคนมาทำร้ายหรือเหตุฉุกเฉินจะต้องทำยังไงด้วยนะ 

ซึ่ง...เราชอบป้ายด้านซ้าย คือเค้าบอกว่ามีเหตุเมื่อไหร่ ให้เรา Defend yourself with what you can find แล้วเป็นรูปยกร่ม ยกเป้ ขึ้นมาด้านหน้า   มันดูฮาดีอ่ะ  เห็นภาพด้วยว่า เออ  อะไรใกล้ตัว ป้องกันตัวเองได้บ้าง  


แถมที่สถานียังมีเจ้านี่ด้วย   เราเรียกไม่เป็น AED เครื่องกระตุกหัวใจแบบอัตโนมัติใช่มั้ยอ่ะ    


ส่วนในสถานีรถไฟ เค้ามีบริเวณยืนรอสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะด้วย  เผื่อเดินทางตอนดึก หรือเช้ามืดที่คนน้อยๆ  มีกล้องวงจรปิด และมีรปภผู้หญิงอยู่ด้วย เราว่ามันดีนะ รู้สึกปลอดภัยในชีวิตมากเลย

Friday, March 6, 2015

TAIWAN 1st Time

ในที่สุดก็เริ่มเขียน Blog เรื่องไต้หวันอย่างจริงจังซักทีนะ  อย่างที่หลายคนรู้ว่าเราไปไต้หวันปีละหลายครั้ง ไปทำไม?   ก็ต้องบอกก่อนว่า สามีเป็นลูกครึ่งไต้หวันจ้า  (พ่อไทย-แม่ไต้หวัน) ดังนั้นก็เลยต้องมีการบินไปเยี่ยมเยียนญาติที่ไต้หวันทุกปีนั่นเองนะจ้ะ (คุณตา/คุณยาย)    สามีไต้หวัน? พูดไทยได้มั้ย? คุยภาษาอะไรกัน?  คุยภาษาไทยครับ เพราะว่าเค้าอยู่เมืองไทย เป็นคนไทย  สัญชาติไทย  ไม่ได้ถือสัญชาติจีน   แต่แน่นอนว่าฮีพูดจีนกลางได้ และญาติพี่น้องที่ไต้หวันก็พูดจีนกลางกันอยู่แล้ว  และเพื่อจะสื่อสารกับทุกคนได้ และไม่เป็นภาระเวลาไปที่โน่น  ข้าพเจ้าก็เลยเรียนภาษาจีนกลางนี่แหละ


เอาล่ะ ! เล่าที่มาที่ไปพอสมควร ก็ขอพูดถึงครั้งแรกที่ไปไต้หวันก็แล้วกัน   ไต้หวันมีอะไรดี ? แน่นอนอย่างแรกที่จะพูดถึงคือ ถ่าย Prewedding นั่นเอง...............  ก็เค้าเป็นต้นตำหรับเลยนะ    ครั้งแรกที่เราไปไต้หวันก็คือไปถ่าย prewedding และเตรียมการเรื่องงานแต่งงานนั่นเอง   (ของในงานแต่งเราหลายๆอย่างนี่เอามาจากไต้หวันนะ)

ที่โน่นก็มี Wedding Studio เยอะนะ เยอะมากกกกก  วันแรกเราไปเดินวนซะเหนื่อยเลย  แต่สรุปก็มาถ่ายร้านที่ลูกพี่ลูกน้องสามีเพิ่งถ่ายไป     ร้านดังไม่ดังเราไม่รู้หรอก  ต่อรองอะไรบ้างเราก็ไม่รู้อีก 555  ตูนั่งเฉยๆ คุยไม่รู้เรื่อง และเราถ่าย Package เล็กสุด ประมาณ 20,000 บาท ถ่ายแต่ในสตู เปลี่ยน 3 ชุด เลือกรูปใส่อัลบั้มได้ 12 รูป (มั้งจำไม่ได้  แล้วถึงเวลาเราเลือกเพิ่มอีดนิดนึงเป็น 17 รูป)  
สิ่งที่ได้ก็มี
1.อัลบั้มรูปอันสวยงาม
2.กรอบใหญ่ 1 รูป + กรอบเล็กตั้งโต๊ะ 2 อัน ซึ่ง.....กรอบใหญ่แบกกลับไทยลำบากอีก   ก็เลยเอาแต่รูปขยาย (เพราะคุณภาพกระดาษที่โน่นดีกว่าไทย)  แล้วเราเอามาใส่กรอบที่ไทยเอง  ส่วนกรอบเล็ก...ก็ให้คุณตาคุณยายที่ไต้หวัน ไม่ได้เอากลับมา
3.การ์ดเชิญ VIP มีรูปเราติด เลือกได้ 2 รูป  อย่างละ .....2 ใบมั้ง จำไม่ได้แล้วอ่ะ 
4. สมุดเขียนคำอวยพร  มาเป็นคัมภีร์ม้วน 1 เล่ม 

แต่งหน้าทำผม ถ่ายพรีฯ   ........อันนี้ก็มีประสบการณ์แปลกใหม่นะ คือ.... โกนหนวด !!!!  ช่างบอกว่าต้องโกนเพราะแต่งหน้าจะไม่เนียน ไม่สวยนะ บลาๆๆ  (อยู่เมืองไทยไม่เคยต้องโกน ก็แต่งแล้วสวยเนียนดีนะเจ๊)  การแต่งหน้าที่นี่ก็แต่งไม่เหมือนไทย  ดูจากรูปนะ ไม่รู้ดูออกมั้ย  ช่างจะติดขนตาล่างตำ่กว่าขอบตาจริงของเรา และทาไลเนอร์สีขาว เพื่อให้ดูตาโต   มองตัวเองในกระจกดูแปลกๆ แต่ถ่ายรูปออกมาแล้วงามมมม



ช่างที่นี่ดูอนามัยดีนะ ใส่ผ้าปิดปากด้วย 



รูปออกมา สวยนะ เราชอบ  ไม่เหมือนที่ไทย  คนละแนวกัน    หมวยเนอะ ว่ามั้ย  (ตอนถ่ายก็ฟังตากล้องไม่รู้เรื่องอีก  สามีต้องคอยแปลว่าเค้าให้ หันซ้าย หันขวา ก้มหน้า ฯลฯ)


อันนี้เป็นสมุดเขียนอวยพรที่ได้มาพร้อม Package นะ เราชอบ เก๋ๆดี  มาเป็นม้วนคัมภีร์  มีหน้าบ่าวสาวด้วย




นอกจากถ่ายพรีฯแล้วเราก็ทำการ์ดเชิญด้วย   เราอยากได้การ์ดแบบจี๊นจีน  ซึ่งที่นี่การ์ดแบบนี้สวยๆทั้งนั้น กระดาษก็ดีกว่าไทย ซองก็สวยกว่า ราคาจำไม่ได้แล้วอ่ะ แต่ว่าไม่แพง (เราต้องทำ Artwork ไปอ่ะ  เค้าพิมพ์ไทยไม่ได้  เราทำไปหมดให้ร้านพิมพ์อย่างเดียว) ซึ่งเกิดปัญหานิดหน่อยว่า รูปหัวใจที่เราใส่ในการ์ด เข้าคอมที่ร้านแล้วมันไม่ขึ้น  ร้านก็จะให้เราแก้  ........แต่เราอ่านคอมเค้าไม่ออกเว้ยเฮ้ย   คำสั่งเป็นภาษาจีนหมด  แถมเราพูดทับศัพท์อย่างเช่น  insert  อะไรงี้  ร้านไม่เข้าใจ   ฮือออออ...  ต้องช่วยกันงมทีละคำสั่งว่าจะเอาอะไร

จากรูปอาจจะดูการ์ดไม่ค่อยออกนะ  แต่มันไม่ใช่การ์ดแดงเรียบๆ  มีลายสีทองรูปหงส์กับมังกรอยู่ทั่วการ์ด


ของชำร่วย....เราก็ซื้อกล่องมาจากไต้หวัน ​(ซื้อจากพวกสำเพ็งอะไรงี้แหละ)  น่ารักนะ  เราชอบมากเลย  คือ....เรามองว่า ไหนๆมันก็ต้องจีนแล้ว ก็เอาให้มันสุดๆทางไปเลย อย่าครึ่งๆกลางๆ     (แต่ตัวป้ายห้อยนั่นเรามาสั่งทำในไทยนะจ้ะ)


สุดท้าย......ชุดแต่งงาน   แน่นอนว่าชุดเจ้าสาวสีขาว เช่ามาจากไต้หวัน  (หอบกลับมาด้วย ลำบากชิบเป๋งเลย  แต่ที่นี่น่ะ  เช่ามาเค้ารวมเซ็ตเครื่องประดับ ถุงมือ ผ้าคลุมผมด้วย   แต่ตอนงานแต่ง เราไม่ได้ใส่ ......ก็คิดนะว่า ตูจะแบกมาทำไมฟะ หนัก  แต่เค้าให้มา ก็เอามาก่อนวุ้ย เผื่อเหลือเผื่อขาด) และการที่ว่ามันอยู่คนละประเทศ ฉะนั้นเค้าต้องแก้ชุดให้พอดีตัวเราตั้งแต่วันที่เราเอาชุดกลับมาไทย (ก่อนแต่ง 2 เดือนได้)  แล้วยังไงคะ  ดิชั้นอ้วนขึ้นค่ะ  ก่อนแต่งงาน 2 อาทิตย์มาลองอีกที เฮ้ย !!! รูดซิบไม่ขึ้น    ซวยแล้วตู ทำไงดีฟะ  จะเอาไปแก้ไซส์ก็ไม่ได้   เดี๋ยวเกิดแก้ที่ไทยแล้วมีปัญหาเอากลับไปโดนริบเงินประกัน  คิด คิด คิด   ...... ลดความอ้วนเท่านั้นคือทางออก   แล้วยังไง 2 อาทิตย์ลดยังไงจะได้ฟะเนี่ย   จัดสูตรลดน้ำหนักพระราชทาน 7 วัน  ครบคอร์ส ชุดหลวมทันที ต้องคอยดึงตลอดงาน  ชีวิตนี้ไม่มีความพอดีเล๊ยยยยย    (สูตรลดน้ำหนักอันนี้เป็นสูตรที่ทรมาณมากนะ  ชาตินี้จะไม่ขอใช้สูตรนี้อีก) และเราซื้อชุดกี่เพ้ามาอีกชุด (ใส่ทั้งในงานแต่ง ทั้งพรีเวดดิ้ง)   แล้วอีชั้นเป็นมนุษย์ตัวสูงเกินมาตรฐานสาวไต้หวันนะ  ชุดมันเต่อ !!!  ต้องให้ช่างแก้  แต่มันเป็นชุดดิ้นทองจะมาตัดๆต่อๆ  ก็ไม่ได้   ก็เลยต้องตัดมาจากกี่เผ้าลายเดียวกันนี่แหละ อีก 1 ตัว (พอดีว่ามันมี 2 ตัวพอดี  รอดไป  ไม่งั้นชั้นก็ต้องหาชุดที่ถูกใจใหม่)

การไปครั้งแรกเป็นอะไรที่วุ่นวาย งงๆ ก๊งๆ สื่อสารกับใครไม่ได้เลยจริงๆ  ต้องให้คุณแม่สามีเป็นล่าม (เพราะเดินซื้อของดูของกับคุณแม่สามีตลอด)  แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ และสนุกสุดๆที่ได้ถ่ายพรีฯที่นี่ 

Saturday, January 10, 2015

National Children's Day : )

วันนี้เป็นวันเด็กแห่งชาติ !!!!

ตอนเด็กๆเราไม่เห็นจะรู้สึกว่าวันนี้พิเศษตรงไหน  เพราะ......อยู่บ้านเฉยๆ   โตมาก็ยังคงรู้สึกเฉยๆ เพราะไม่ได้ไปไหนอยู่ดี 555

มันเป็นวันที่รถติดมากเลยนะ  เพราะทุกคนพาลูกออกมาเที่ยว  (ตอนอยู่บ้านแม่นี่ ห้ามออกจากบ้านกันเลยทีเดียว เพราะอยู่ใกล้กองทัพอากาศ เด็กๆมานั่งเครื่องบินกัน  แถมมีโชว์ขับเครื่องบินกันด้วยบางที)

แล้วไม่รู้ว่ามันเริ่มจากใคร ที่ว่าวันเด็กต้องโพสต์รูปวัยเด็กในเฟสบุคกันนะ   มีเพื่อนเราคนนึงตั้งสเตตัสว่า "ใครว่าไทม์แมชชีนไม่มี  มันมีและเปิดทำงานทุกเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม"  อืม......จริงของมัน

เราก็ขอเปิดไทม์แมชชีนกับเค้าบ้างก็แล้วกันนะ   รูปเรากับหลานรัก  เหมือนกันบ้างมั้ย   พี่เราบอกว่าเห็นเนเน่แล้วนึกถึงเราตอนเด็กๆทุกทีเลย





Wednesday, January 7, 2015

2015 Goals !!!

วันก่อน..... ดู timehop แล้วสะอึกนิดๆกับรูปนี้



มัน 2 ปีแล้วที่เราพูดประโยคนี้ !!!!  ปัจจุบันก็ยังไม่มีหน้าท้องแบบนี้เลย    มาคิดๆดู ทีเวลาทำงานเราตั้ง KPI ตั้ง Goals & Objectives ได้ แต่ทำไมในชีวิตประจำวันเราไม่ทำฟะ  (จริงๆมันก็มีคำว่า  New Year's Resolution อ่ะนะ  แต่เรารู้สึกว่าคำมันไม่ยิ่งใหญ่  แถมวัดไม่ได้อ่ะ   เพราะมันไม่ SMART  !!!  >>> S=Specific, M=Measurable, A=Achievable, R=Realistic, T=Time bound)  สอดแทรกความรู้สมัยยังทำงานเป็น QA นะ 555

ดังนั้นปีนี้เราก็เลยตั้ง Goal ของเราเอง แบบมีกรอบเวลา วิธีการดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมาย และการวัดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม  (ซึ่งจะไม่บอกรายละเอียด เป็นความลับของเราคนเดียว แต่จะบอกแค่เป้าที่ตั้งไว้ เพราะว่าการพูดออกไป เป็นเหมือนการสัญญากับตัวเองและบุคคลอื่นว่าจะทำให้สำเร็จ) ดูซิว่าจะทำสำเร็จกี่ข้อกันนะ

1. ตามรูปด้านบนนั่นแหละ  ฟิตหุ่นให้ดูดี
2. เซ็ตผมออกงานด้วยตัวเองแบบง่ายๆได้
3. กลับมาเขียน Blog
4. ดูรายการภาษาจีน (ที่ไม่ใช่ข่าว หรือละครย้อนยุคที่ใช้ศัพท์ยากๆ) รู้เรื่อง

สู้ๆ เริ่มตั้งแต่วันนี้ !!!!