Monday, March 16, 2015

TAIWAN : เดินทางยังไง

อยากไปเที่ยวไต้หวันบอกเลยว่าเดินทางไม่ยาก  สะดวกสบายสุดๆ  (ขอพูดถึงแต่ไทเปเป็นหลัก เพราะเราอยู่แต่ในไทเปตลอด)



สำหรับเมืองที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก ทำให้ต้องมีการจำกัดการใช้ทรัพยากรอย่างไต้หวันนั้น ก็จะคล้ายๆกับญี่ปุ่น คือ..ผู้คนใช้รถไฟฟ้าใต้ดินในการเดินทาง + เดินเอาเอง    คนจะไม่ค่อยใช้รถยนต์กัน    เหตุผลหลักๆก็น่าจะเป็นเพราะรถไฟฟ้าใต้ดินครอบคลุมพื้นที่ทำให้เดินทางสะดวก ค่าตั๋วก็ถูก และที่จอดรถยนต์ไม่ค่อยมี ถึงมีก็ค่าจอดแพงมากกก (เคยไปทานข้าว แล้วจอดรถในที่จอดสาธารณะ  ชั่วโมงละ 60 บาทอ่ะ)   เวลาเราไปเราก็ใช้รถไฟฟ้าเป็นหลักเหมือนกัน

รถไฟฟ้าใต้ดินที่นี่เรียกว่า เจี๋ยวิ้น  ระบบก็คล้ายๆกับเมืองไทยคือซื้อตั๋วเป็นเที่ยวๆ  หรือว่าจะใช้บัตรเติมเงิน คล้ายๆบัตร Rabbit บ้านเรา     แต่บัตรของที่นี่ชื่อว่า Easycard  เรียกอีกชื่อว่า Yoyo Card


อย่างที่บอกว่าคล้ายๆบัตร Rabbit บ้านเรา คือนอกจากจ่ายค่ารถไฟใต้ดินแล้วก็จ่ายเงินซื้อของตามร้านค้า อย่าง เซเว่น สตาร์บัค รถแท๊กซี่ รถเมล์ หรือค่าจอดรถจามห้างสรรพสินค้า หรือ ลานจอดสาธารณะได้ด้วย  เรียกว่ามีบัตรเดียวใช้ได้ทุกที่ ไม่ต้องแยกพกหลายใบเหมือนเมืองไทย

ส่วนแผนที่เส้นทางเดินรถไฟใต้ดินนั้น แนะนำเลยว่า กรุณาเช็คอีกครั้งที่สถานีด้วย เพราะที่นี่เค้ามีการเปลี่ยนเส้นทางเดินรถนะ คือ....ชื่อสถานีน่ะเหมือนเดิม แต่ว่าจากเดิม คุณเคยนั่งต่อเดียวถึง  อาจจะต้องมีการเปลี่ยนรถ  หรือเดิมเคยเปลี่ยนสาย 2 ต่อ อาจจะเหลือต่อเดียว  (เพราะเค้ามีการสร้างต่อขยายไปเรื่อยๆ)

นี่เป็นรูปแผนที่ที่เราถ่ายไว้ตอนปี 2011


นี่เป็นรูปปี 2014  เอามาจาก http://english.metro.taipei/ct.asp?xItem=1056373&CtNode=70241&mp=122036



สถานีรถไฟใต้ดิน 


ที่ไต้หวันมีวัฒนธรรมการเดินขึ้นลงบันไดเลื่อน ชิดขวา นะคะ     ถ้ายืนเฉยๆ อยู่ด้านขวา ใครรีบก็เดินด้านซ้าย    เป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ไม่มีใครนอกคอก    (ที่รถไฟใต้ดินนี่จะเคร่งครัดกันมาก  แต่ถ้าตามห้างสรรพสินค้าก็ยืนกันทั้งซ้ายขวา ไม่เป็นไร    แต่ถ้ามีใครรีบเดิน คนก็จะหลบมาด้านขวาให้

ไม่รู้จะดูรูปออกมั้ย  ชิดขวากันหมด 



 ส่วนในที่ๆรถไฟใต้ดินยังไปไม่ถึง หรือเดินไกลมากกกก ก็ใช้บริการแท็กซี่ได้     แท็กซี่ที่นี่ไม่ถูกนะ  แต่บริการดี    รถแท็กซี่มีสีเดียวคือสีเหลือง  เยอะ  หาง่าย   อยากโบกตรงไหนก็โบกได้ (เหมือนเมืองไทย)  รถแท็กซี่นั่งได้แค่ 4 คนนะ  ไม่งั้นตำรวจจับ


รถบางคันก็จะมีทีวีให้ดูด้วย  ไม่ได้มีรายการอะไรนะ   มีโฆษณาเปิดให้เราดู


อัตราค่าแท็กซี่ ถ้าเป็นตอนดึก หรือเทศกาลอย่างตรุษจีนที่คนเยอะ รถน้อย ก็จะมีการเพิ่มค่าโดยสาร   แต่เค้าเพิ่มเป็นระบบนะ  มีป้ายแจ้งในรถด้วยเผื่อคนที่ไม่รู้ และนั่งท่องเที่ยว  ฉะนั้นบางช่วงเวลามีการเก็บเงินเพิ่มเติมจากมิเตอร์ก็ไม่ต้องโวยวายไป เช็คดีๆก่อน


แล้วจะออกไปเที่ยวนอกเมืองทำยังไง......อันนี้บอกเลยว่าไม่รู้จ้าาาาาา   อยู่แต่ในไทเปเป็นส่วนใหญ่ เวลาไปนอกเมืองเราก็นั่งแค่รถไฟ  จากนั้นก็มีรถมารับ   ก็เลยไม่รู้ว่าแต่ละเมืองเค้ามีรถอะไรไว้บริการบ้าง    ก็เลย....ขอพูดถึงแต่รถไฟก็แล้วกัน   คือ.....ระบบเค้าก็จะคล้ายๆญี่ปุ่นอ่ะนะ  มีรถไฟหลากหลาย ทั้งแบบด่วน แบบธรรมดา แบบหวานเย็น และบนรถก็จะมีพนักงานเข็นรถมาขายขนมขายน้ำ  (และมีมาเข็นรถเพื่อเก็บขยะด้วย  ทำให้รถสะอาด ไม่มีการเอาขยะเหน็บไว้ที่หน้าเก้าอี้ หรือตามที่วางแก้ว)

การซื้อตั๋วรถไฟ  สามารถเช็คตารางเดินรถ หรือ จองตั๋ว ได้ที่ http://www.railway.gov.tw  สามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้ 2 สัปดาห์ แต่ว่าต้องเอาตั๋วภายใน 2 วันหลังจากจองนะ  ไม่งั้นระบบก็ตัดตั๋วเราออก  จากนั้นก็เอารหัสไปรับตั๋ว + จ่ายเงินที่สถานี หรือจุดรับตั๋วต่างๆ (ธนาคาร และร้านสะดวกซื้อ เซเว่น แฟมีลี่มาร์ท ไฮไลฟ์ โอเค)  ซึ่ง....ตรงนี้ไม่ค่อยสะดวกกับนักท่องเที่ยวอย่างเราเท่าไหร่  ยกเว้นว่าเราจะอยู่ในไต้หวันแล้วค่อยจองตั๋ว  ซึ่ง....ถ้าเป็นงั้นเดินไปซื้อที่สถานีเลยก็ได้มั้ง

ตั๋วปกติจะเป็นใบเล็กๆ และด้านหลังเป็นสีดำๆ สามารถสอดเข้าประตูทางเข้าชานชลาได้เลย เหมือนญี่ปุ่นอ่ะ  (ไม่มีรูป) แต่อันนี้เป็นตั๋วที่ไปรับที่แฟมิลี่มาร์ท  จะเป็นใบใหญ่คล้ายๆตั๋วของไทยทิกเก็ตมาสเตอร์บ้านเรา แต่เป็นกระดาษบางๆหน่อย


จริงๆบนรถไฟก็มีคนเดินตรวจตั๋วนะ ตรวจแล้วก็จะเจาะตั๋วเรา  แต่เนื่องจากเราหลับ...ก็เลยไม่ได้ตรวจตั๋วอ่ะ 

ชานชลาที่รอรถไฟ  รถไฟเค้าตรงเวลานะ  อย่ามาเลทล่ะ


สภาพบนรถไฟ  (อันนี้มีรถสองแบบนะ  คันนึงจะด่วน >>> สังเกตุว่ารถใหม่ ดูดีกว่า    อีกคันนึงเราไม่แน่ใจว่าธรรมดาหรือหวานเย็น รถก็จะเก่ากว่า)



มีแผนผังรถไฟอยู่ตรงโต๊ะหน้าที่นั่ง ทำให้เรารู้ว่า ห้องน้ำ หรือตู้กดน้ำอยู่ตรงไหน



มีที่วางเท้าด้วย




แถมนิดนึง เรื่องความปลอดภัย   (เพราะเราเป็น QHSSE เก่า = Quality Health Safety Security Environment)   เนื่องจากคนส่วนใหญ่ใช้บริการรถไฟใต้ดินกันเยอะ   สำหรับประเทศที่เน้นเรื่องความปลอดภัย และ มีภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว (คล้ายญี่ปุ่นอีกละ) แน่นอนว่าจะต้องมีการให้ความรู้ประชาชน + นักท่องเที่ยวนะ   หน้าจอทีวีตรงจุดยืนรอรถไฟของเค้าไม่ได้ฉายโฆษณาแบบบ้านเราเท่านั้น   เค้ายังฉายวีดีโอว่าถ้าเกิดมีแผ่นดินไหวตอนอยู่ในสถานีจะทำยังไง  จะเดินไปไหน จะหลบตรงไหน  คือ......เหมือนบนเครื่องบินอ่ะ  รู้ว่าคนอาจจะไม่ค่อยตั้งใจดูวีดีโอเซฟตี้ แต่ก็เปิดไว้  คนเห็นหลายๆรอบก็พอจะเข้าหัวบ้างแหละ (ไม่ได้ถ่ายรูปไว้)   แล้วเค้าก็ยังมีป้ายสอนว่าเกิดเหตุคนมาทำร้ายหรือเหตุฉุกเฉินจะต้องทำยังไงด้วยนะ 

ซึ่ง...เราชอบป้ายด้านซ้าย คือเค้าบอกว่ามีเหตุเมื่อไหร่ ให้เรา Defend yourself with what you can find แล้วเป็นรูปยกร่ม ยกเป้ ขึ้นมาด้านหน้า   มันดูฮาดีอ่ะ  เห็นภาพด้วยว่า เออ  อะไรใกล้ตัว ป้องกันตัวเองได้บ้าง  


แถมที่สถานียังมีเจ้านี่ด้วย   เราเรียกไม่เป็น AED เครื่องกระตุกหัวใจแบบอัตโนมัติใช่มั้ยอ่ะ    


ส่วนในสถานีรถไฟ เค้ามีบริเวณยืนรอสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะด้วย  เผื่อเดินทางตอนดึก หรือเช้ามืดที่คนน้อยๆ  มีกล้องวงจรปิด และมีรปภผู้หญิงอยู่ด้วย เราว่ามันดีนะ รู้สึกปลอดภัยในชีวิตมากเลย

Friday, March 6, 2015

TAIWAN 1st Time

ในที่สุดก็เริ่มเขียน Blog เรื่องไต้หวันอย่างจริงจังซักทีนะ  อย่างที่หลายคนรู้ว่าเราไปไต้หวันปีละหลายครั้ง ไปทำไม?   ก็ต้องบอกก่อนว่า สามีเป็นลูกครึ่งไต้หวันจ้า  (พ่อไทย-แม่ไต้หวัน) ดังนั้นก็เลยต้องมีการบินไปเยี่ยมเยียนญาติที่ไต้หวันทุกปีนั่นเองนะจ้ะ (คุณตา/คุณยาย)    สามีไต้หวัน? พูดไทยได้มั้ย? คุยภาษาอะไรกัน?  คุยภาษาไทยครับ เพราะว่าเค้าอยู่เมืองไทย เป็นคนไทย  สัญชาติไทย  ไม่ได้ถือสัญชาติจีน   แต่แน่นอนว่าฮีพูดจีนกลางได้ และญาติพี่น้องที่ไต้หวันก็พูดจีนกลางกันอยู่แล้ว  และเพื่อจะสื่อสารกับทุกคนได้ และไม่เป็นภาระเวลาไปที่โน่น  ข้าพเจ้าก็เลยเรียนภาษาจีนกลางนี่แหละ


เอาล่ะ ! เล่าที่มาที่ไปพอสมควร ก็ขอพูดถึงครั้งแรกที่ไปไต้หวันก็แล้วกัน   ไต้หวันมีอะไรดี ? แน่นอนอย่างแรกที่จะพูดถึงคือ ถ่าย Prewedding นั่นเอง...............  ก็เค้าเป็นต้นตำหรับเลยนะ    ครั้งแรกที่เราไปไต้หวันก็คือไปถ่าย prewedding และเตรียมการเรื่องงานแต่งงานนั่นเอง   (ของในงานแต่งเราหลายๆอย่างนี่เอามาจากไต้หวันนะ)

ที่โน่นก็มี Wedding Studio เยอะนะ เยอะมากกกกก  วันแรกเราไปเดินวนซะเหนื่อยเลย  แต่สรุปก็มาถ่ายร้านที่ลูกพี่ลูกน้องสามีเพิ่งถ่ายไป     ร้านดังไม่ดังเราไม่รู้หรอก  ต่อรองอะไรบ้างเราก็ไม่รู้อีก 555  ตูนั่งเฉยๆ คุยไม่รู้เรื่อง และเราถ่าย Package เล็กสุด ประมาณ 20,000 บาท ถ่ายแต่ในสตู เปลี่ยน 3 ชุด เลือกรูปใส่อัลบั้มได้ 12 รูป (มั้งจำไม่ได้  แล้วถึงเวลาเราเลือกเพิ่มอีดนิดนึงเป็น 17 รูป)  
สิ่งที่ได้ก็มี
1.อัลบั้มรูปอันสวยงาม
2.กรอบใหญ่ 1 รูป + กรอบเล็กตั้งโต๊ะ 2 อัน ซึ่ง.....กรอบใหญ่แบกกลับไทยลำบากอีก   ก็เลยเอาแต่รูปขยาย (เพราะคุณภาพกระดาษที่โน่นดีกว่าไทย)  แล้วเราเอามาใส่กรอบที่ไทยเอง  ส่วนกรอบเล็ก...ก็ให้คุณตาคุณยายที่ไต้หวัน ไม่ได้เอากลับมา
3.การ์ดเชิญ VIP มีรูปเราติด เลือกได้ 2 รูป  อย่างละ .....2 ใบมั้ง จำไม่ได้แล้วอ่ะ 
4. สมุดเขียนคำอวยพร  มาเป็นคัมภีร์ม้วน 1 เล่ม 

แต่งหน้าทำผม ถ่ายพรีฯ   ........อันนี้ก็มีประสบการณ์แปลกใหม่นะ คือ.... โกนหนวด !!!!  ช่างบอกว่าต้องโกนเพราะแต่งหน้าจะไม่เนียน ไม่สวยนะ บลาๆๆ  (อยู่เมืองไทยไม่เคยต้องโกน ก็แต่งแล้วสวยเนียนดีนะเจ๊)  การแต่งหน้าที่นี่ก็แต่งไม่เหมือนไทย  ดูจากรูปนะ ไม่รู้ดูออกมั้ย  ช่างจะติดขนตาล่างตำ่กว่าขอบตาจริงของเรา และทาไลเนอร์สีขาว เพื่อให้ดูตาโต   มองตัวเองในกระจกดูแปลกๆ แต่ถ่ายรูปออกมาแล้วงามมมม



ช่างที่นี่ดูอนามัยดีนะ ใส่ผ้าปิดปากด้วย 



รูปออกมา สวยนะ เราชอบ  ไม่เหมือนที่ไทย  คนละแนวกัน    หมวยเนอะ ว่ามั้ย  (ตอนถ่ายก็ฟังตากล้องไม่รู้เรื่องอีก  สามีต้องคอยแปลว่าเค้าให้ หันซ้าย หันขวา ก้มหน้า ฯลฯ)


อันนี้เป็นสมุดเขียนอวยพรที่ได้มาพร้อม Package นะ เราชอบ เก๋ๆดี  มาเป็นม้วนคัมภีร์  มีหน้าบ่าวสาวด้วย




นอกจากถ่ายพรีฯแล้วเราก็ทำการ์ดเชิญด้วย   เราอยากได้การ์ดแบบจี๊นจีน  ซึ่งที่นี่การ์ดแบบนี้สวยๆทั้งนั้น กระดาษก็ดีกว่าไทย ซองก็สวยกว่า ราคาจำไม่ได้แล้วอ่ะ แต่ว่าไม่แพง (เราต้องทำ Artwork ไปอ่ะ  เค้าพิมพ์ไทยไม่ได้  เราทำไปหมดให้ร้านพิมพ์อย่างเดียว) ซึ่งเกิดปัญหานิดหน่อยว่า รูปหัวใจที่เราใส่ในการ์ด เข้าคอมที่ร้านแล้วมันไม่ขึ้น  ร้านก็จะให้เราแก้  ........แต่เราอ่านคอมเค้าไม่ออกเว้ยเฮ้ย   คำสั่งเป็นภาษาจีนหมด  แถมเราพูดทับศัพท์อย่างเช่น  insert  อะไรงี้  ร้านไม่เข้าใจ   ฮือออออ...  ต้องช่วยกันงมทีละคำสั่งว่าจะเอาอะไร

จากรูปอาจจะดูการ์ดไม่ค่อยออกนะ  แต่มันไม่ใช่การ์ดแดงเรียบๆ  มีลายสีทองรูปหงส์กับมังกรอยู่ทั่วการ์ด


ของชำร่วย....เราก็ซื้อกล่องมาจากไต้หวัน ​(ซื้อจากพวกสำเพ็งอะไรงี้แหละ)  น่ารักนะ  เราชอบมากเลย  คือ....เรามองว่า ไหนๆมันก็ต้องจีนแล้ว ก็เอาให้มันสุดๆทางไปเลย อย่าครึ่งๆกลางๆ     (แต่ตัวป้ายห้อยนั่นเรามาสั่งทำในไทยนะจ้ะ)


สุดท้าย......ชุดแต่งงาน   แน่นอนว่าชุดเจ้าสาวสีขาว เช่ามาจากไต้หวัน  (หอบกลับมาด้วย ลำบากชิบเป๋งเลย  แต่ที่นี่น่ะ  เช่ามาเค้ารวมเซ็ตเครื่องประดับ ถุงมือ ผ้าคลุมผมด้วย   แต่ตอนงานแต่ง เราไม่ได้ใส่ ......ก็คิดนะว่า ตูจะแบกมาทำไมฟะ หนัก  แต่เค้าให้มา ก็เอามาก่อนวุ้ย เผื่อเหลือเผื่อขาด) และการที่ว่ามันอยู่คนละประเทศ ฉะนั้นเค้าต้องแก้ชุดให้พอดีตัวเราตั้งแต่วันที่เราเอาชุดกลับมาไทย (ก่อนแต่ง 2 เดือนได้)  แล้วยังไงคะ  ดิชั้นอ้วนขึ้นค่ะ  ก่อนแต่งงาน 2 อาทิตย์มาลองอีกที เฮ้ย !!! รูดซิบไม่ขึ้น    ซวยแล้วตู ทำไงดีฟะ  จะเอาไปแก้ไซส์ก็ไม่ได้   เดี๋ยวเกิดแก้ที่ไทยแล้วมีปัญหาเอากลับไปโดนริบเงินประกัน  คิด คิด คิด   ...... ลดความอ้วนเท่านั้นคือทางออก   แล้วยังไง 2 อาทิตย์ลดยังไงจะได้ฟะเนี่ย   จัดสูตรลดน้ำหนักพระราชทาน 7 วัน  ครบคอร์ส ชุดหลวมทันที ต้องคอยดึงตลอดงาน  ชีวิตนี้ไม่มีความพอดีเล๊ยยยยย    (สูตรลดน้ำหนักอันนี้เป็นสูตรที่ทรมาณมากนะ  ชาตินี้จะไม่ขอใช้สูตรนี้อีก) และเราซื้อชุดกี่เพ้ามาอีกชุด (ใส่ทั้งในงานแต่ง ทั้งพรีเวดดิ้ง)   แล้วอีชั้นเป็นมนุษย์ตัวสูงเกินมาตรฐานสาวไต้หวันนะ  ชุดมันเต่อ !!!  ต้องให้ช่างแก้  แต่มันเป็นชุดดิ้นทองจะมาตัดๆต่อๆ  ก็ไม่ได้   ก็เลยต้องตัดมาจากกี่เผ้าลายเดียวกันนี่แหละ อีก 1 ตัว (พอดีว่ามันมี 2 ตัวพอดี  รอดไป  ไม่งั้นชั้นก็ต้องหาชุดที่ถูกใจใหม่)

การไปครั้งแรกเป็นอะไรที่วุ่นวาย งงๆ ก๊งๆ สื่อสารกับใครไม่ได้เลยจริงๆ  ต้องให้คุณแม่สามีเป็นล่าม (เพราะเดินซื้อของดูของกับคุณแม่สามีตลอด)  แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ และสนุกสุดๆที่ได้ถ่ายพรีฯที่นี่ 

Saturday, January 10, 2015

National Children's Day : )

วันนี้เป็นวันเด็กแห่งชาติ !!!!

ตอนเด็กๆเราไม่เห็นจะรู้สึกว่าวันนี้พิเศษตรงไหน  เพราะ......อยู่บ้านเฉยๆ   โตมาก็ยังคงรู้สึกเฉยๆ เพราะไม่ได้ไปไหนอยู่ดี 555

มันเป็นวันที่รถติดมากเลยนะ  เพราะทุกคนพาลูกออกมาเที่ยว  (ตอนอยู่บ้านแม่นี่ ห้ามออกจากบ้านกันเลยทีเดียว เพราะอยู่ใกล้กองทัพอากาศ เด็กๆมานั่งเครื่องบินกัน  แถมมีโชว์ขับเครื่องบินกันด้วยบางที)

แล้วไม่รู้ว่ามันเริ่มจากใคร ที่ว่าวันเด็กต้องโพสต์รูปวัยเด็กในเฟสบุคกันนะ   มีเพื่อนเราคนนึงตั้งสเตตัสว่า "ใครว่าไทม์แมชชีนไม่มี  มันมีและเปิดทำงานทุกเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม"  อืม......จริงของมัน

เราก็ขอเปิดไทม์แมชชีนกับเค้าบ้างก็แล้วกันนะ   รูปเรากับหลานรัก  เหมือนกันบ้างมั้ย   พี่เราบอกว่าเห็นเนเน่แล้วนึกถึงเราตอนเด็กๆทุกทีเลย





Wednesday, January 7, 2015

2015 Goals !!!

วันก่อน..... ดู timehop แล้วสะอึกนิดๆกับรูปนี้



มัน 2 ปีแล้วที่เราพูดประโยคนี้ !!!!  ปัจจุบันก็ยังไม่มีหน้าท้องแบบนี้เลย    มาคิดๆดู ทีเวลาทำงานเราตั้ง KPI ตั้ง Goals & Objectives ได้ แต่ทำไมในชีวิตประจำวันเราไม่ทำฟะ  (จริงๆมันก็มีคำว่า  New Year's Resolution อ่ะนะ  แต่เรารู้สึกว่าคำมันไม่ยิ่งใหญ่  แถมวัดไม่ได้อ่ะ   เพราะมันไม่ SMART  !!!  >>> S=Specific, M=Measurable, A=Achievable, R=Realistic, T=Time bound)  สอดแทรกความรู้สมัยยังทำงานเป็น QA นะ 555

ดังนั้นปีนี้เราก็เลยตั้ง Goal ของเราเอง แบบมีกรอบเวลา วิธีการดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมาย และการวัดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม  (ซึ่งจะไม่บอกรายละเอียด เป็นความลับของเราคนเดียว แต่จะบอกแค่เป้าที่ตั้งไว้ เพราะว่าการพูดออกไป เป็นเหมือนการสัญญากับตัวเองและบุคคลอื่นว่าจะทำให้สำเร็จ) ดูซิว่าจะทำสำเร็จกี่ข้อกันนะ

1. ตามรูปด้านบนนั่นแหละ  ฟิตหุ่นให้ดูดี
2. เซ็ตผมออกงานด้วยตัวเองแบบง่ายๆได้
3. กลับมาเขียน Blog
4. ดูรายการภาษาจีน (ที่ไม่ใช่ข่าว หรือละครย้อนยุคที่ใช้ศัพท์ยากๆ) รู้เรื่อง

สู้ๆ เริ่มตั้งแต่วันนี้ !!!!


Friday, November 28, 2014

กาแฟแก้วโปรด

จริงๆเราเป็นติ่งสตาร์บัคส์นะ   ชอบกินกาแฟและสะสมของของสตาร์บัคส์  ถ้าดูตาม IG กับ Facebook จะลงรูปตลอด

แต่พักหลังเราเริ่มปันใจให้กาแฟเจ้าอื่นที่เพิ่งมาเปิดในเมืองไทยไม่นานนัก  เจ้าแรกคือ Coffee bean & Tea leaf    กาแฟเข้มข้นอร่อยมากๆ    (กาแฟเด็ด แต่ขนมไม่อร่อยอ่ะ)


เจ้าถัดมา ซึ่งมาแรงแซงทางโค้ง ชอบหมดทุกอย่างกาแฟอร่อย ขนมก็อร่อย ก็คือ Costa     เคยกินครั้งแรกที่ไปสิงคโปร์   พอกลับมาไทยก็พบว่า  เฮ้ยยยย มันมีขายแล้ว  (เจ้านี้ชอบมากถึงขั้นว่าถ้าเข้าเมืองเมื่อไหร่ต้องแวะไปทาน  แค่เป็นทางผ่านก็ต้องเลี้ยวเข้าตึกที่มีทันที)  เสียดายที่สาขาในไทยยังน้อยอยู่


เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นว่าทานสตาร์บัคส์น้อยลงไปเยอะ  เพราะกาแฟมันสู้สองเจ้านี้ไม่ได้จริงๆนะ   (ในความคิดเรา)  แต่ยังสะสมของอยู่นะ : )

Thursday, October 30, 2014

เพราะเราเป็นลูกสาวนายธนาคาร


ไม่มีอะไรมาก แค่อ่านพวก blog หรือ กระทู้ที่ชาวบ้านเค้าเขียนเรื่องเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต แล้วเราคิดไม่เหมือนเค้าแต่เราไม่ใช่พวกชอบแสดงความคิดเห็นอยู่แล้ว เลยเงียบๆไว้) แต่ก็ขอใช้พื้นที่ blog ของตัวเอง เขียนเกร็ดเล็กน้อยเรื่องเงินในแบบของเราซะหน่อย   เพราะพ่อแม่เราทำงานธนาคารทั้งคู่ เราก็เลยมีคนสอนเรื่องการเงินมาตลอดตั้งแต่เด็ก คิดว่าเป็นอีกมุมมองนึงที่อาจจะมีประโยชน์นะ (ถึงแม้ว่าบางอย่างจะโบร๊าณ  โบราณจนไม่มีแล้วก็เหอะ)

1. ฝากเงินเถอะ    พ่อให้เราเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ตั้งแต่ชั้นประถม เพราะเวลาได้เงินจากลุงป้าน้าอาตอนปีใหม่ หรือ สงกรานต์  เรากับพี่ชายจะเอาไปซื้อการ์ตูน ซื้อโน่นซื้อนี่   หรือไม่งั้น ถ้าหยอดกระปุกเก็บไว้ เงินก็อยู่นิ่งๆ ไม่งอกเงย ได้เท่าไหร่ก็ฝากธนาคารไปเรื่อยๆ มันก็ได้ดอกเบี้ยนะเออ (สมัยนั้นดอกเบี้ยสูงอยู่นะ  ดีกว่าสมัยนี้เยอะ)  >>>  มีบัญชีแล้วก็ต้องมี ATM ด้วย  เผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้สามารถเอาเงินออกมาใช้ได้  

2. ตั้งรหัส ATM อย่างไรดี ?  สมัยก่อนธนาคารจะไม่ได้เอาแป้นมาให้เรากดรหัสเอาเองเหมือนสมัยนี้     ตอนนั้นจะมีรหัสมาให้อยู่ในกระดาษคาร์บอน   แล้วเราค่อยไปกดเปลี่ยนรหัสที่ต้องการเอาเองจากตู้ ATM     พ่อบอกว่าให้เราใช้รหัสที่เค้าให้มานั่นแหละ  เป็นรหัส ATM เลย   เพราะอะไร ?  เพราะว่าคนส่วนใหญ่จะตั้งรหัสเป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เพราะจำได้ไม่ลืม เช่น วันเกิด ปีเกิด บ้านเลขที่ เลขบัตรประชาชน ทะเบียนรถ เบอร์โทรศัพท์ ฯลฯ ซึ่ง.......มันง่ายสำหรับคนขโมยบัตรเราไป ถ้าเค้ารู้ข้อมูลส่วนตัวพวกนี้  จำเลขใหม่ในชีวิตแค่ 4 ตัว แต่ชีวิตจะปลอดภัยขึ้นเยอะ  จากนั้นจะมีอีกกี่ใบ ใช้รหัสเดียวกันหมดก็ได้ 

3. บัตรเครดิตมีเยอะๆนั่นแหละดี  บ้านเราทุกคนมีบัตรเครดิตกันเยอะมากกกกก แทบจะครบทุกธนาคาร เพราะว่าแต่ละบัตรนั้นมีโปรโมชั่นต่างกัน  บางทีไปที่นี่ใช้บัตรนี้แล้วมีส่วนลด  ใช้บัตรนี้ได้จอดรถช่องพิเศษ ฯลฯ   ส่วนเรื่องค่าธรรมเนียมรายปี  ขอเวฟตลอด ไม่เคยต้องจ่ายเลย    อ้อ....ควรจะมีทั้งบัตรธนาคารไทยและบัตรธนาคารต่างประเทศนะ เพราะบางทีไปต่างประเทศแบงค์อินเตอร์พวกนี้ก็มีโปรโมชั่น

นี่เป็นรูปส่วนหนึ่งของบัตรที่เรามี (รูปนี้โบราณละ บางบัตรก็ไม่มีในเมืองไทยแล้ว อย่าง HSBC ขี้เกียจถ่ายใหม่ ไม่อยากจะโชว์) >>> ถ่ายรูปเก็บไว้ตั้งแต่ปี2008 เพราะอยากเขียนเรื่องนี้ แต่เพิ่งจะได้มาเขียน 555 



4. ซื้อของใช้บัตรเครดิตตลอด   สืบเนื่องจากข้อ 3. มันมีโปรโมชั่นไง  ไม่ได้ลด ก็ได้แต้มบัตรเครดิต   แต้มเก็บไว้เยอะๆ ก็เอามาแลก voucher ห้างสรรพสินค้า เอาไปซื้อของได้ ไม่ต้องเสียเงิน    ถ้าเป็นพ่อเรา จะถึงขั้นคำนวณรอบบิลด้วย และเลือกใช้บัตรที่รอบนานที่สุด  เช่น ซื้อของตอนวันที่ 1  ก็เลือกใช้บัตรที่เพิ่งตัดรอบบิลไปตอนช่วงสิ้นเดือน  เพราะนานกว่าของที่ซื้อวันนี้จะมาเรียกเก็บเงิน    ถ้าเราไม่ดู ซื้อของวันที่ 1  แต่ใช้บัตรที่ตัดรอบบิลวันที่ 5   อาทิตย์หน้าใบเรียกเก็บเงินก็มาแล้วล่ะ       เงินจ่ายให้ช้าที่สุด ยิ่งดี เพราะเงินสดอยู่ในแบงค์มันได้ดอกเบี้ย (ถึงแม้จะน้อย แต่ก็ได้)   และที่บอกแหละว่าจ่ายให้ช้าที่สุด ดังนั้นถ้าซื้อของแล้วมีผ่อน 0 %  ต่อให้มีเงินสดพอ  ก็จะผ่อน  เพราะเงินยังอยู่กับเรา : )

5. ซื้อของเงินผ่อนไม่ใช่เรื่องหน้าอาย    ก็บ้านไม่ได้ร่ำรวย  ถ้ามัวรอเก็บเงินให้ได้ห้าหมื่นเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์  หรือ ห้าแสนเพื่อซื้อรถ หรือ ห้าล้านเพื่อซื้อบ้าน   ชาตินี้คงไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง   ผ่อนไปเถอะ ถ้าอะไรที่คุณคิดว่าจำเป็นกับชีวิตคุณและครอบครัว  >>> แต่ทั้งนี้ต้องมีวินัยทางการเงิน และไม่ทำอะไรเกินตัวนะ 

6. อันนี้เค้าไม่ได้สอน แต่เราเป็นของเราเอง  สืบเนื่องมาจาก ข้อ 4. จ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตตลอด   เคยมั้ย ยังไม่ทันสิ้นเดือนแต่เงินหมดแล้ว เอาไปทำอะไรมั่งว๊าาาา จำไม่ได้  เพราะเราไม่ได้ทำบัญชีรายรับรายจ่าย   การจ่ายทุกอย่างด้วยบัตรเครดิต พอบิลมาเรียกเก็บเราจะเห็นหมดว่าเราใช้เงินทำอะไรบ้าง เราจะได้รู้ว่าเดือนนี้ใช้จ่ายอะไรเยอะ เดือนหน้าจะปรับยังไง  หรือ เดือนๆนึงเราเติมน้ำมันไปเท่าไหร่ ซื้อกับข้าวไปกี่บาท ฯลฯ  >>> แต่ทั้งนี้ต้องมีวินัยทางการเงิน และไม่ทำอะไรเกินตัวนะ  ไม่งั้นไม่มีเงินจ่ายบัตรเครดิตอีก 

สรุปสุดท้าย >>>  เราน่ะเน้นใช้บัตรเครดิตมากเลยนะ  เงินสดไม่ค่อยจะพกเท่าไหร่   จะทำอย่างงี้ได้เตือนก่อนเลยว่า วินัยทางการเงิน สำคัญที่สุด ****อย่าใช้เงินเกินตัว จ่ายบัตรให้ตรงเวลา****




   


Saturday, August 11, 2012

Hello Miss August !!!

หายไปเกือบเดือนอีกละกว่าจะมาเขียนบล๊อคต่อ


เดือนสิงหาเวียนมาอีกรอบ  ก็เหมือนเดิมๆ เริ่มต้นเดือนก็เป็นวันเกิดอีชั้น   ปีนี้คนอวยพรทาง social network น้อยมาก  ส่วนนึงคงเป็นเพราะเราไม่ได้  เอ่อ... เรียกว่าอะไรน๊าาาา  Birthday reminder ใช่มั้ย  นั่นแหละๆ  เราไม่ได้ตอบรับใครซักคนที่มาขอ   ทำให้ไม่มีใครโดนเตือนโดยระบบนี้    (ซึ่งเราชอบมากนะ  เราไม่ชอบการสักแต่ว่าอวยพรเพราะเป็นวันเกิด  หรือว่าเห็นคนอื่นเค้าอวยพรทั้งๆที่ตูไม่รู้หรอกว่าวันนี้วันเกิดมัน แต่ก็บ้าจี้ขออวยพรตามๆไปด้วย) 

คนที่มาอวยพรให้คือ เพื่อนจริงๆ   เพื่อนที่จำวันเกิดเราได้ด้วยตัวเอง และครอบครัว ลุงป้าน้าอา   ขอบคุณทุกคนที่ยังนึกถึงกันอยู่เสมอค่ะ


เหตุการณ์ถัดมาก็คือวันแม่   ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษเพราะบ้านเราให้ความสำคัญกับวันเกิดจริงๆของแม่มากกว่า     แต่ไหนๆก็เป็นเทศกาลและเดือนนี้ก็มีทั้งวันเกิดเรา และวันเกิดพี่แบงก์  เราก็เลยจะมีการกินข้าวปาร์ตี้กันเล็กๆ  (แต่ไปอาทิตย์หน้านะ  ไปช่วงเทศกาลคนเยอะ)

เหตุการณ์อื่นๆยังมาไม่ถึง    มาถึงแล้วจะมาอัพเดทต่อจ้าาาาาา