Saturday, June 19, 2010

JRP วันที่ 4 : อิริยาบท ตอนที่ 2 & การพัฒนาบุคลิกภาพภายใน

พอเขียนตอนนี้ ก็เพิ่งนึกได้ว่า JRP วันที่ 3 ไม่ได้เขียนนี่หว่า เหอๆๆๆ วันที่ 3 หายไปไหน ที่หายไปก้เพราะว่าเราไม่ชอบที่เรียนเอาซะเลย น่าเบื่อ ไม่เห็นได้ประโยชน์กับชีวิต วันที่ 3 เรียนเรื่องทักษะการพูดและการสื่อสาร ซึ่งอาจารย์เค้าจะถามปัญหาของเเต่ละคนว่าเป็นยังไง พร้อมสอนให้แก้ ซึ่งปัญหาของคนในคลาสจะเป็น ไม่กล้าพูดหน้าห้อง ไม่กล้าพรีเซนต์งาน พูดเสียงเบา พูดเร็ว เสียงไม่หนักแน่น ไม่สบตาคน บลาๆๆ คือเหมือนกับว่า สอนให้กล้า ให้มั่นใจ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ สำหรับเรื่องการพูดและการสื่อสาร เราต้องการเรียนรู้เทคนิคการพูดมากกว่า เช่น ถ้ามีคนถามคำถามที่ตอบไม่ได้ ควรจะทำอย่างไร ถ้าต้องอธิบายแล้วคนไม่ฟัง ไม่เชื่อ จะทำยังไง บลาๆๆ ซึ่งมันคงจะแอดวานซ์เกินไป JRP เค้าสอนเรื่อง personality ไม่ได้สอนเรื่อง presentation skill นี่เนอะ

เอาล่ะ เข้าเรื่องวันที่ 4 ดีกว่า เป็นวันที่สนุกมากๆ ตอนเช้าเรียนเรื่องอิริยาบทต่อ ซึ่งวันนี้สอนเรื่องการนั่ง มีทบทวนของเดิมนิดหน่อย ให้ลองเดินลองยืน ซึ่ง...ดิชั้นก็ได้รับคำชมจากอาจารย์นะคะ ว่าเดินได้ดีแล้ว (บอกเเล้วว่าตูทำได้) แต่พออาจารย์สอนเรื่องเข้าพบผู้ใหญ่ มีปัญหานิดหน่อย ว่าดิชั้นย่อขาเวลาไหว้ (เหมือนเด็กๆ หวัดดีคุณครู) ซึ่งอาจารย์บอกว่าไม่จำเป็นต้องย่อ แค่โน้มตัวและก้มหัวก็พอ หลังจากนั้น อาจารย์สอนเดินขึ้นลงบันได (ซึ่งข้าเจ้าก็ทำได้อยู่เเล้ว) และปิดท้ายด้วยการขึ้นลงรถ เราชอบอาจารย์คนนี้สอนมากๆ เลย แกจะให้เราลองทำเอง อย่างที่เราจะเป็นก่อน แล้วค่อยสอนว่าดีไม่ดีตรงไหน ซึ่งมันทำให้เรารู้ข้อบกพร่อง ได้ดีกว่า สอนก่อนแล้วให้ทำตาม เรื่องขึ้นลงรถ อาจารย์ให้ทำทีละคน เเล้วค่อยสอนว่าขึ้นลงรถที่ถูกควรทำท่าไหน ซึ่ง....มีดิชั้นทำถูกคนเดียวโดยที่อาจารย์ยังไม่ได้สอน ได้รับเสียงตรบมือจากเพื่อนๆทุกคน (อย่างที่บอก ตอนที่แล้ว เรื่องท่าทางน่ะ รู้ว่าจะต้องทำยังไงเพียงเเต่ปกติไม่ได้ออกสังคม ไปไหนมาไหนกะแฟนชั้นไม่ทำเองต่างหาก)

ตอนจบอาจารย์คุยกะเราบอกว่าเราบุคลิกดีอยู่แล้ว ประกวดพวกนางแบบได้เลยแค่ปรับลุคนิดหน่อย เพราะเราดูเป็นผู้หญิงห้าว (อาจารย์เค้าเป็นคนสอนนางแบบ นางงาม และบางครั้งเป็นกรรมการ) ยิ่งตอกย้ำว่า เห็นมั้ยๆ ชั้นน่ะไม่ได้แย่ซักหน่อย เชอะ (สรุปเรามาเรียนเพื่อไรฟะเนี่ย สิ่งที่ตั้งใจมาเรียน ตูก็ทำได้อยู่แล้วนี่หว่า)

เราชอบอาจารย์ที่สอนอิริยาบทวันนี้ มากกว่าวันแรก อาจเป็นเพราะวิธีการสอน และคำแนะนำ วันนี้ได้ความรู้เพิ่มเติมด้วยล่ะ เช่นถ้าเราจะนั่งเบาะหลังรถสองประตูต้องทำยังไง (อันนี้ไม่เคยรู้มาก่อน) การวางเท้าหลายๆแบบตอนนั่ง (เพราะเรารู้แค่สองแบบ) หรือ ถ้าใส่รองเท้าเปิดนิ้วควรจะทาเล็บเท้าด้วย

ช่วงบ่าย เรียนพัฒนาบุคลิกภาพภายใน ก็เป็นเรื่องของจิตวิทยา อาจารย์ที่สอนก็เป็นดอกเตอร์ (น่าจะเป็นด้านจิตวิทยานะ) ก็จะสอนเรื่องการเปลี่ยน เจตคติ สอนเรื่องหลักการคิด I'm OK You're OK ให้เรามองโลกในแง่บวก เราได้เเนวคิดแล้วมุมมองอะไรหลายอย่างมาก จากคลาสนี้ เเละเราว่าอาจารย์ ปิดท้ายได้ดี อาจารย์ให้ดูรูปข้างล่างนี้แล้วถามว่ามันเป็นรูปอะไร



แน่นอน ทั้งห้องบอกว่า รูปแรกเป็นสามเหลี่ยม รูปที่สองเป็นสี่เหลี่ยม อาจารย์บอกว่า มันเป็นสามเหลี่ยม กับ สี่เหลี่ยม จริงๆเหรอ คำนิยามของสามเหลี่ยม คือเส้นตรงสามเส้นมาบรรจบกันและทำมุมรวม 180 องศา (จำคำเป๊ะๆไม่ได้ แต่อารมณ์ประมาณนี้) ส่วนสี่เหลี่ยม ก็คือเส้นตรงสี่เส้นประชิดกัน มุมรวม 360 องศา ไม่ใช่หรือ

ที่เรามองเห็นเป็นสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ก็เพราะเรามองจากภาพรวม เปรียบได้กับเรื่องการมองคน เราอย่ามองคนด้านเดียวว่าเค้าดีหรือไม่ดี หรือเค้าเป็นคนยังไง แต่เราต้องมองภาพรวม ว่าโดยรวมแล้วเค้าเป็นอย่างไร อาจจะมีบางจุดที่มันไม่ใช่ แต่ถ้าโดยรวมเเล้วเค้าโอเค เราก็ถือว่าเค้าโอเค เพราะไม่มีใครเพอร์เฟคไปซะหมด แต่ถ้ายังไงๆเราก็รู้สึกว่าไม่ใช่มันฝืนทัศนคติเรา มันไม่เป็นอย่างที่เราเชื่อ เพราะสามเหลี่ยมยังไงๆก็ต้องเป็นเส้นตรง เอาเป็นวงกลมมาต่อกันแบบนี้ไม่ได้ เราก็อาจจะต้องหาทางออก เช่น ไปหาคนอื่นเเทน ปรับเปลี่ยนเค้า ฯลฯ ..... เเละมีอีกหลายๆเรื่องที่เราชอบที่อาจารย์พูด เเต่ที่ประทับใจที่สุดคืออันนี้แหละ

Tuesday, June 8, 2010

mens are from mars women are from venus

สงสัยจะจริงอย่างที่เค้าว่า mens are from mars women are from venus เหมือนมาจากคนละโลกใช้กันคนละภาษาแฮะ

เรามีหนังสือเล่มนี้ เราว่าดีนะ ได้เเง่คิดการมีแฟนดี แต่ว่าไอ้เจ้าอาร์ต (แฟนเก่า) มันยืมไปสามพันแปดร้อยปีแล้วไม่คืน จะไปทวงก็คงจะไม่เพราะเลิกคบกันไปแล้ว เราไม่คุยกัน ไม่ติดต่อกันเลย

เมื่อวานคุยกะพัฒน์ (จริงๆ ฮึ่มๆกันตั้งแต่วันก่อน) คุยไปคุยมาก็ยิ่งรุ้สึกว่าผู้ชายกะผู้หญิงมันต่างกันจริงๆ เหมือนพูดคนละภาษา จำได้เลยว่าใน mens are from mars women are from venus บทนึง (บทไหนจำไม่ได้) เค้าบอกว่าผู้ชายจะไม่พูดปัญหาของตัวเองให้ใครฟัง พยายามแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ฉะนั้นถ้าเค้าพูดปัญหาออกมามันต้องเป็นเรื่องหใญ่มากๆ และต้องการความช่วยเหลือ แต่ผู้หญิงน่ะชอบระบายสิ่งที่ตัวเองอึดอัดไม่สบายใจให้คนที่ตัวเองเชื่อใจได้รับรู้ และรับฟัง (เน้นว่ารับรู้และรับฟัง) แบบว่าฟังตูหน่อยเถอะแต่ไม่ต้องแสดงความคิดเห็นหรือช่วยแก้ปัญหาก็ได้ แค่อยากเล่าเฉยๆ แต่พอเล่าให้ผู้ชายฟัง เค้าจะจริงจังว่านั่นคือปัญหา และพยายามช่วยแก้ไขทุกอย่าง รวมถึงคิดว่าเรื่องที่เราพูดน่ะ เราเครียดกับมันมากจริงๆ

เหตุการณ์ตัวอย่าง
เหตุที่ 1 เราเคยเล่าให้พัฒน์ฟังว่า "น้องที่ทำงานเรียกเค้าว่า แก๊งก์บางแค (สาวโสด แก่ ขาดคนดูแล) ฮือๆๆ" ถ้าเป็นผู้หญิง ก็จะขำๆ ไม่อะไรใช่มั้ย (เพราะเราก็ไม่ได้ซีเรียสแค่เล่าขำๆ) แต่ฮีกลับว่าเราว่า เราไม่ดูแลตัวเอง แล้วพอคนอื่นว่าแก่ ก็มาเครียด มาโวยวาย "....."
เหตุที่ 2 "เหนื่อยอ่ะ ตัวเอง งานเยอะ ข้าวกลางวันก็ไม่ได้กิน" ฮีบอกว่า จะหักโหมทำงานไปทำไม หัดดูแลตัวเองบ้าง ไม่กินข้าวเดี๋ยวก็โรคกระเพาะขึ้นอีกหรอก เคยดูโฆษณามั้ย ที่ทำงานหนักเป็นพนักงานดีเด่น แล้วพอแก่ก็นอนบนเตียงเพราะไม่สบาย บลาๆๆ
เหตุที่ 3 "ตัวเอง รถยังไม่ได้เลย เลทมาสองอาทิตย์แล้ว เค้าเซ็งอ่ะ เซลล์ก็บอกว่าไม่รู้จะได้เมื่อไหร่" ฮีก็บอกว่า โทรไปหาหัวหน้าเซลล์เลย เเล้วบอกว่า ลูกน้องคุณพูดอย่างงี้กับผม โน่น นั่น นี่ รถก็ยังไม่ได้ บลาๆๆๆ

เรื่องที่พูดข้างบนมันก็ขำๆอ่ะ คงคล้ายๆ อาร์ตตัวแม่ ของโน้สอุดม คือ ขำๆ ถึงจะบ้าๆบอๆแต่ก็ร๊ากกกกก แต่บางครั้งพอเป็นเรื่องที่ซีเรียสจริงๆ มันก็เป็นเหตุที่ทำให้ทะเลาะกันนะ

ตั้งใจว่าจะซื้อ mens are from mars women are from venus ให้พัฒน์อ่านเล่น (ไม่รู้จะอ่านรึป่าว) เผื่อว่าจะเข้าใจชั้นบ้าง เชอะ

Wednesday, June 2, 2010

Employee of the year

เคยได้ยินคำว่าขึ้นหม้อมานานแล้ว (ไม่ได้หมายถึงหุงข้าวนะ) แต่เพิ่งรู้ว่าตอนนี้เรากะลังอยู่ในภาวะที่เรียกว่าขึ้นหม้ออยู่นี่เอง คืองานที่เราทำอ่ะต้องDeal กับ Top Management ของบริษัทค่อนข้างเยอะ และ Performance ของเราก็ค่อนข้างดี เมื่อต้นปีก็เพิ่งได้ promote เป็น Senior QA Engineer เด็กจบใหม่ ไม่มีประสบการณ์ ทำงานสามปี เลื่อนขั้นเป็น วิศวกรฝ่ายประกันคุณภาพอาวุโสซะแล้ว (ชื่อตำแหน่งฟังดูแก๊แก่) เลื่อนขั้นแล้วงานก็เยอะขึ้น เหนื่อย (อยากบอกว่าเดือนที่ผ่านมา มีเวลาโทรหาพัฒน์แค่ครั้งเดีียว เพราะงานยุ่ง พอกลับบ้านก็เหนื่อย อยากพัก อยากนอน ไม่อยากคุยกะใคร)


วันนี้ความเหนื่อยอาจจะยิ่งมากขึิ้น แต่มันก็มาพร้อมความภูมิใจ อาทิตย์ที่แล้วที่ทำงานมีการคุยเรื่องใครจะได้เป็น High Potential (ไม่รู้ชื่อเต็มๆเรียกว่าไง แต่ประมาณเนี๊ยแหละ) อารมณ์เหมือนพนักงานดีเด่นประจำปีของแต่ละแผนกนั่นเเหละ ปีที่แล้วเราก็ได้เป็น High Potential คนที่ได้ตำแหน่งก็จะมีผลตอบแทนนิดๆหน่อยๆ เช่น เงินพิเศษ หุ้น บลาๆๆ แล้วแต่ปี

ปีนี้เรื่อง High Potential เนี่ยเค้าเปลี่ยนกฎนิดหน่อย คือเเต่ละเเผนกต้องเสนอชื่อคนให้คณะกรรมการตัดสิน โดยที่มี critria เพิ่มเติมคือ คนที่จะถูกเสนอชื่อ ต้องมีเกรดของการทำงานระดับ 6 ขึ้นไป (เกรดจะเพิ่มตาม อายุงาน ประสบการณ์ ทักษะที่มี ประมาณนั้น) ซึ่งเราน่ะเกรดไม่ถึง เมเนเจอร์เลยไม่ได้เสนอชื่อเรา แต่พอชื่อเข้าคณะกรรมการ GM ถามว่า ทำไมไม่มีชื่อวรรคพรรณ ทุกคนก็อึ้งไป (เมเนเจอร์เล่าให้ฟังนะ)

คือแบบว่า..ภูมิใจนะ ทำงานดีจน GM ยังคิดว่าจะต้องได้ High Potential แต่...เชื่อมั้ยว่าจากการทำงานจนเข้าตา GM ขนาดนี้เนี่ย ไม่ง่ายเลย โคตรเหนื่อย

แล้วก็คิดได้ว่า การจะมาเป็นหัวแถวเนี่ยยาก แต่การจะรักษาตำแหน่งหัวแถวไว้ไม่ให้คนอื่นแซงเนี่ยยากยิ่งกว่า ก็ดูต่อไปว่าจะขึ้นหม้อแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน สู้ต่อไป ทาเคชิ

Friday, May 28, 2010

คำถามที่ไม่อยากตอบ

"ฉันไม่อยากจะตอบคำถาม ที่เค้าถามกัน....."


เฮ้อ..... เทศกาลแห่งความเซ็งเริ่มขึ้นอีกแล้ว เมื่อต้องเจอคำถามที่ไม่อยากตอบ

เดือนหน้า (วันที่ 17 มิถุนา) พี่แบงก์จะแต่งงาน พี่ชายจะแต่งงานนับเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็นำพาเรื่องสุดเซ็งมาให้เรา

เพราะพอเจอหน้าญาติๆ เพื่อแจ้งข่าวงานมงคล ..... ก็จะมีคำถามนึงพุ่งตรงมาที่เราทันที

"แล้วบุ๋นจะแต่งเมื่อไหร่"




คือ..ก็รู้อยู่ว่าตรูเนี่ยเป็นผู้หญิงนะ ตรูอยากแต่ง แต่คุณผู้ชายเค้ายังไม่อยากจะให้ทำยังไง ฮึ ยังไงก็ต้องรอเค้ามาขออยู่ดี


(คิดในใจ แต่พูดออกไปไม่ได้ เพราะญาติผู้ใหญ่ทั้งนั้น)



คาดว่าจะเป็นคำถามที่โดนถามต่อไป จนถึงในงานแต่งงานเลยทีเดียว

ผู้ใหญ่เค้าจะเคยคิดมั้ยว่าคำถามแบบเนี้ย คนฟังเค้ารู้สึกไม่ดี ไม่ว่าจะเป็น เมื่อไหร่จะแต่ง เมื่อไหร่จะมีน้อง เฮ้อ...... (เห็นในพันทิบก็มีคนบ่นเรื่องนี้เยอะอยู่) ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ แต่งเมื่อไหร่บุ๋นจะรีบบอกทุกคนเลยล่ะ

Sunday, May 23, 2010

RED have already gone !!!

ไม่เกี่ยวกะการเมืองแต่อย่างใด เรื่องของเรื่องคือเราจะเปลี่ยนรถ แล้ววันนี้เป็นที่เค้ามาเอาน้องแดงไปแล้ว โอ้ววววววว เมื่อตอนเที่ยง

น้องแดงมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า GAMO (ข้าพเจ้าตั้งเอง) เดี๋ยววันอังคารนี้จะมีน้องขาวมาแทน น้องขาวมีชื่อแล้วนะ ชื่อ มูซาชิ (Musashi) ซึ่งเป็นชื่อซามูไรคนดังคนนึง

ตอนนี้ลานจอดรถโล่ง ไม่มีน้องกาโม่อยู่แล้ว รู้สึกแปลกๆเหมือนกันเพราะรักน้องกาโม่มากกกก ผูกพันกันมาตั้งหกปี เเต่เอาเหอะ ชีวิตต้องดำเนินไป แล้วจะเอาน้องขาวมาอวด

รูปสุดท้ายที่ถ่ายกับกาโม่ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (วันที่สลายชุมนุมน่ะเเหละ)

Monday, May 17, 2010

เปิดกล่องความทรงจำ

วันนี้ได้หยุดเนื่องจากเหตุความไม่สงบในกรุงเทพ อากาศก็ร้อน ไม่มีอารมณ์ทำอะไร ก็เลยจัดห้องดีกว่า รื้อของในตู้หนังสือ โล๊ะหนังสือเรียน เลคเชอร์ทั้งของป.ตรี ป.โท ทิ้ง (เก็บไว้เยอะ เพราะว่าป.โท ต่อสาขาเดิมๆไง ของเก่าเลยเก็บไว้ใช้ได้) นอกจากหนังสือ กับกองกระดาษสมัยเรียนแล้ว เรายังเจอของที่เก็บไว้นาน นานจนกลายเป็นความทรงจำไปแล้ว


ของนั้นคือ......Sketchbook กับผลงานการ์ดูนของเรานั่นเอง อย่างที่รู้ๆ สมัยก่อนเราบ้าการ์ตูนมาก เราไม่ได้อ่านอย่างเดียวนะ วาดด้วยล่ะ มีสังคมเพื่อนทางจดหมายที่เป็นคนรักการ์ตูนเหมือนๆกัน มีสังกัดกลุ่มวาดการ์ตูน ว่างๆก็ส่งการ์ตูน หรือวาดรูปประกวดชิงรางวัล (แต่ไม่เคยได้กะเค้าหรอก เพราะว่าฝีมือเรามันเด็กๆ)

พวกจดหมายของเพื่อนเราทิ้งไปหมดเเล้ว เราเก็บไว้เเต่รูปการ์ตูนที่เพื่อนๆวาดให้ สมัยนั้นก็แปลกเนอะ ทำไมเราต้องวาดรูปส่งให้เพื่อนๆด้วยนะ คิิดเเล้วก็ตลกดี เวลาผ่านไป เพื่อนๆที่ลืมกันไปแล้วจะยังเก็บรูปที่เราตั้งใจวาดให้ ไว้รึป่าวนะ (ที่เเน่ๆ รูปสวยๆที่เพื่อนๆวาดเรายังเก็บไว้ทุกรูปเลย ทั้งรูปสี หรือขาวดำ) พอมารื้อดูก็ทำให้เห็นว่ารูป Original ฝีมือตัวเองมีน้อยมากๆ (เพราะให้คนอื่นหมด) หลังๆเค้าเลยนิยมวาดรูปแล้วซีรอกซ์ให้เพื่อนๆแทน (แน่นอน เรามีรูปซีรอกซ์ฝีมือเพื่อนๆเยอะแยะเลยเเหละ)



รูปฝีมือตัวเอง ใหม่สุดที่มีลงลายเซ็นต์ไว้ปี 2001 (โอ้.....นี่ชั้นไม่ได้วาดรูปมา 9 ปีแล้วเหรอเนี่ย) ดูแล้วก็นั่งอมยิ้ม นึกถึงความทรงจำเก่าๆที่มีความสุข ไว้หาเวลาวาดรูปสวยๆซักรูปดีกว่า

Sunday, May 9, 2010

JRP วันที่ 2 : อิริยาบท & DISC

หลังจากหยุดเรียนไปนานนนน เพราะแยกราชประสงค์ปิด อาทิตย์นี้ก็ได้ไปเรียนอีกครั้ง (จริงๆเป็นการเรียนครั้งแรกเลยนะ)
มีการย้ายสถานที่นิดหน่อย มาจัดการเรียนที่อาคารจัสมินซิตี้ ตรงสุขุมวิท 23 แทน เราไม่ค่อยชอบเลยเพราะว่าแถวนั้นรถติดอ่ะ

วันนี้เรียนเรื่อง อิริยาบท เค้าก็ขอให้ใส่รองเท้าส้นสูง กับกระโปรงมา และเรา...ก็แน่นอน เป็นนักเรียนที่ดีใส่ตามเค้าบอก แต่บางคนไม่เห็นใส่เลย ใสรองเท้าคัทชูเตี้ยติดดิน หรือใส่กางเกงมาก็มี อืม...เราไม่ค่อยเข้าใจเลยอ่ะ สิ่งที่เค้าบอกให้ทำเนี่ยมันมีผลดีกับคุณนะ มันทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพขึ้น ทำไมถึงไม่ทำล่ะ แต่เอาเหอะ เรื่องของคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของเรา

อิริยาบทวันนี้เน้นเรื่องการเดิน เค้าให้เราเดินไปเดินมา แล้วถ่ายวีดีโอไว้ จากนั้นก็มาเปิดวีดีโอให้ดูแล้วบอกว่าใครต้องปรับอะไร และสอนวิธีปรับ รวมถึงสอนการยืน การถือกระเป๋า บลาๆๆๆ โดยส่วนตัวแล้ว เราว่าคลาสนี้ไม่มีประโยชน์ใดๆกับเราเลย ทั้งๆที่มันเป็นสาเหตุที่เรามาเค้าคอร์สเรียนที่ JRP นะ เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะจริงๆเรื่องมารยาท อิริยาบท ท่าทางที่ถูกต้องน่ะ เรารู้หมดแล้ว แล้วเวลาออกสังคมเราก็ทำตลอดโดยอัตโนมัติ ตอนอาจารย์ให้ทุกคนยืน เพื่อสอนท่ายืน อาจารย์ยังชมเราเลยว่า เรายืนถูกอยู่คนเดียว เราเรียนรู้เบสิกพวกนี้มาจากไหน ส่วนเรื่องการเดินเค้าก็บอกแค่ว่า เราเดินขากาง ผู้หญิงควรเดินขาเป็นเส้นตรง จะดูดีกว่า (ไม่รู้ว่าเค้าวิจารย์แต่แบบซอฟท์ๆ หรือว่าเรามีปัญหาแค่นั้นจริงๆ)

อาจารย์ยังพูดเลย (จริงๆเค้าพูดตั้งแต่วันปฐมนิเทศน์แล้ว) ว่า บุคลิกภาพน่ะ ขึ้นอยู่กับ สามปัจจัย บุคคล สถานที่/สถานการณ์ และ วัฒนธรรม อยู่กะเพื่อน หรืออยู่ที่บ้าน เราก็สามารถเป็นตัวของเราเองได้ เเต่เวลาออกไปเจอผู้คนเราต้องสามารถทำตัวให้เหมาะสม ให้ดูดีได้ ซึ่ง....เราก็เป็นอยู่แล้ว ไม่ได้หลงตัวเองนะ แต่ว่ามีคนบอกบ่อยๆว่าเรา เหมือนคุณหนู ดูมาดดี เนี๊ยบ ขนาดตอนรู้จักกันใหม่ๆ พัฒน์ยังบอกเลยว่าเราดูเป็นคุณหนูที่ผ่านการเลี้ยงดูมาอย่างดี (วันนี้ไปเรียน ยังมีน้องคนนึงพูดเลยว่า ผมว่าพี่มาดดีอยู่แล้วนะ) แต่พอสนิทกันเมื่อไหร่เราก็เป็นตัวของเราเอง แต่กลับกลายเป็นว่าคุณแฟนชอบลุคอย่างงั้นซะนี่ พอเรียนเเล้วรู้เลยว่าเราน่ะทำได้อยู่แล้ว แต่เราไม่ทำเอง เหอๆๆๆๆ

แต่ไม่เถียงว่าถ้าทำได้ตลอดมันก็ดีกว่า เพราะเราไปเดินห้าง หรือไปซื้อส้มตำปากซอยก็อาจจะเจอคนรู้จักได้เหมือนกัน ฉะนั้นถ้าทำตัวดูดีได้ตลอดมันก็ดี ตอนนี้ก็ปรับท่าเดินอีกนิดหน่อย (ก็คิดเอาเองว่า) ทุกอย่างก็เพอร์เฟค

กลับมาเรื่องเรียนต่อ แต่เราว่าบางอย่างมันก็ไม่จำเป็นต้องสอนนะ เพรายุคสมัยมันเปลี่ยนไป เช่นการถือร่มด้ามยาว ว่าต้องถือยังไง เข้าใจว่าหลักสูตรมาจากเมืองนอก ที่เค้าไปไหน เค้าก็ถือร่มคันยาวๆ เดืนไปเดินมา แต่เมืองไทยมันไม่ใช่ คนส่วนใหญ่ใช้ร่มคันสั้นๆ พับเก็บในกระเป๋าหรือเป้

พอช่วงบ่ายเรียนเรื่อง DISC ก็เป็นการเรียนรู้ตัวเองน่ะเเหละ ให้ทำแบบทดสอบตั้งแต่คราวก่อน เป็ฯคำถามที่ให้ตอบทันที่โดยไม่ต้องคิดกลั้นกรอง ให้เอาคำตอบแรกที่ผุดมาในหัวเลย เช่น เราเป็นคนแบบไหน อ่อนโยน อ่อนหวาน (จำไม่ได้นะ เเต่เป็นอารมร์ประมาณนี้ มีสองชอยส์ให้เลือก) แล้วก็เอาผลทดสอบมาประเมินว่าเราเป็นคนแบบไหน มีสี่ประแภท D I S C ขี้เกียจลงรายละเอียดเพราะเป็นเรื่องที่หลายๆคนน่าจะเคยเห็นมาบ้างแล้ว จากนั้นก็สอนให้เราอ่านผลประเมินของเรา ว่าเราจุดอ่อน จุดแข็งอะไร ควรปรับด้านไหน ซึ่งอาจารย์บอกว่า อย่าหางานที่เหมาะกับผลประเมิน แต่ให้หางานที่เราชอบ ดูว่าเรายังขาดอะไรแล้วก็ปรับให้เข้ากับงานนั้น

ผลของเราคือเราเป็น I โดยรวมๆก็เป็นคนช่างพูด ชอบโน้มน้าว มนุษยสัมพันธ์ดี เเล้วผลก็ออกมาว่าจากความเป็นเราเนี่ย เราชอบทำงานเกี่ยวกับ customer/employee interface ซึ่งเราก็ง๊งงง เพราะเราไม่ชอบนะ เราไม่ค่อยชอบเจอลูกค้า หรือดีลงานกะคนอื่นเท่าไหร่ แต่ใครๆก็ชอบบอกว่าเราน่าจะชอบนะ เพราะเห็นเราทำงานแบบนี้ได้ดี และดูท่าทางเราให้ มาเจอแบบประเมินออกมาอย่างงี้อีก ..... สงสัยจิตใต้สำนึกเรางจะชอบงานแบบนี้จริงๆซะล่ะมั้งงงงงง

เป็นวันที่สนุกอีกวัน หลังจากเรียนจบก็ไปหาหน่องที่โรงพยาบาลสัตว์เอกมัย (เพราะเรามาแถวสุขุมวิทแล้วนี่) ไปนั่งเม๊าท์กะหน่อง ประมาณชั่วโมงนึงก็บ๊ายบาย ไปทำธุระต่่อ นานๆเจอเพื่อนก็ดีเหมือนกัน

ลากันด้วยหมาบ้านหน่อง ชื่อน้อง ส้มหวาน น่ารักเนอะ เป็นยอร์กเชีย ผสมกะ ปอม